ฎีกาที่ 5476/2536
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
คำว่า ร้องขอให้ บังคับคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271หาได้มีความหมายแต่เพียงว่ายื่นคำขอต่อศาลเพื่อออกหมาย บังคับคดี เท่านั้นไม่ แต่มีความหมายรวมไปถึงหน้าที่อื่น ๆที่ผู้ขอให้ บังคับคดี จึงพึงต้องกระทำเพื่อต้องกระทำเพื่อให้การ บังคับคดี ดำเนินไปได้อีกด้วย โจทก์ร้องขอให้ศาลออกหมาย บังคับคดี แก่จำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2521 แล้วมิได้ดำเนินการใด ๆ ใน ทาง บังคับคดี แก่จำเลยที่ 2 อีกเลย คงแถลงต่อเจ้าพนักงาน บังคับคดี ให้ยึดแต่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 เท่านั้น โจทก์เพิ่มจะมาร้องขอ ให้เจ้าพนักงาน บังคับคดี ยึดทรัพย์ ของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2533 และนำเจ้าพนักงาน บังคับคดี ไปยึดเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2533 ซึ่งพ้นสิบปี นับแต่วันมีคำพิพากษาแล้ว โจทก์จึงหมดสิทธิที่จะ บังคับคดี แก่ทรัพย์ของจำเลยที่ 2
ย่อยาว
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินให้โจทก์จำนวน 479,143.80 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 350,000 บาท นับแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2520 จนกว่าจะชำระเสร็จโดยจำเลยทั้งสองต้องชำระให้เสร็จภายในวันที่ 15 มกราคม 2521 หากผิดนัดยอมให้ บังคับคดี ยึดที่ดินจำนองโฉนดเลขที่ 2592 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้ ถ้าไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองชำระจนครบแต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์ได้ขอให้ บังคับคดี แก่จำเลยทั้งสองและนำยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ต่อมาได้นำยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2533เจ้าพนักงาน บังคับคดี ได้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 92102 พร้อมบ้านของจำเลยที่ 2 ซึ่งพ้นกำหนดเวลาสิบปีนับแต่วันที่โจทก์ร้องขอให้ บังคับคดี ตามคำพิพากษาเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2521 หรือวันที่ศาลออกหมาย บังคับคดี เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2521โจทก์จึงหมดสิทธิ บังคับคดี แก่จำเลยที่ 2 ขอให้ถอนการยึดที่ดินของจำเลยที่ 2 โดยให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขาย โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า โจทก์ร้องขอให้ บังคับคดี เมื่อวันที่ 31มกราคม 2521 และแจ้งเจ้าพนักงาน บังคับคดี ทราบว่าศาลได้ออกหมาย บังคับคดี พร้อมแถลงยึดทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเมื่อวันที่ 2กุมภาพันธ์ 2525 อันเป็นการร้องขอให้ บังคับคดี ภายในสิบปีนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาแล้ว เมื่อโจทก์นำยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 1ออกขายทอดตลาดแต่ไม่พอชำระหนี้ โจทก์จึงมีอำนาจยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ซึ่งต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ได้ ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ร้องขอออกหมาย บังคับคดี แก่จำเลยที่ 2 ภายในกำหนดเวลาสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษา แต่นำเจ้าพนักงาน บังคับคดี ยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 เมื่อพ้นสินปีนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา จึงหมดสิทธิที่จะ บังคับคดี แก่จำเลยที่ 2 ให้ถอนการยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 โดยให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขาย โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาในชั้นฎีกาว่า โจทก์ร้องขอให้ บังคับคดี ตามคำพิพากษาแก่จำเลยที่ 2 ภายในสิบปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 หรือไม่ ทางพิจารณาข้อเท็จจริงฟังยุติว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2520 โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมาย บังคับคดี แก่จำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2521 ศาลชั้นต้นออกหมาย บังคับคดี แก่จำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2521 โจทก์นำเจ้าพนักงาน บังคับคดี ยึดทรัพย์จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2525 แต่เพิ่งร้องขอให้เจ้าพนักงาน บังคับคดี ยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2533 และนำเจ้าพนักงาน บังคับคดี ไปยึดเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2533 เห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 บัญญัติว่า"ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดี (ลูกหนี้ตามคำพิพากษา) มิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้ บังคับคดี ตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้ภายในสิบปี นับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง โดยอาศัยและตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น" คำว่า ร้องขอให้ บังคับคดี ดังกล่าวหาได้มีความหมายแต่เพียงว่ายื่นคำขอต่อ ศาลเพื่อออกหมาย บังคับคดี เท่านั้นไม่ แต่มีความหมายรวมไปถึงหน้าที่อื่น ๆ ที่ผู้ขอให้ บังคับคดี จะพึงต้องกระทำเพื่อให้การ บังคับคดี ดำเนินไปได้อีกด้วย เช่นแถลงต่อเจ้าพนักงาน บังคับคดี ขอให้ยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเป็นต้น และถ้ามีลูกหนี้หลายคน ถ้าผู้ขอให้ บังคับคดี ต้องการ บังคับคดี แก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาคนใดบ้างก็ต้องระบุให้ปรากฏอีกด้วยคดีนี้สำหรับจำเลยที่ 2 โจทก์เพียงแต่ร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมาย บังคับคดี เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2521 เท่านั้นแล้วมิได้ดำเนินการใด ๆ ในทาง บังคับคดี แก่จำเลยที่ 2 อีกเลยคงแถลงต่อเจ้าพนักงาน บังคับคดี ให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1เท่านั้น และตามหนังสือของเจ้าพนักงาน บังคับคดี ที่ยธ 0319(123) 21844 ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2530 ก็ฟังได้ว่าโจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 ถูกศาลจังหวัดมีนบุรีพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายมาก่อนวันที่ดังกล่าว ซึ่งยังอยู่ในระยะเวลาภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษา แต่โจทก์ก็ไม่นำพา โจทก์เพิ่งจะมาร้องขอให้เจ้าพนักงาน บังคับคดี ยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 19 มีนาคม2533 และนำเจ้าพนักงาน บังคับคดี ไปยึดเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2533ซึ่งพ้นสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาแล้ว โจทก์จึงหมดสิทธิที่จะ บังคับคดี แก่ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5476/2536 ธนาคาร แห่ง เอเชีย เพื่อ การ อุตสาหกรรม และ พาณิชยกรรม จำกัด โจทก์ นาย สง่า ศรีอำพันธ์ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. ม. 271