ฎีกาที่ 3533/2535
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ย่อสั้น
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 343 วรรคหนึ่ง,83 และพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 82 เป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 82 อันเป็นบทหนัก จำคุก 4 ปีศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคหนึ่ง,83 จำคุก 2 ปี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในข้อหาจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาต เช่นนี้ความผิดฐาน ฉ้อโกง ประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคหนึ่งมีการแก้ไขเฉพาะโทษ และเป็นการแก้ไขเล็กน้อย จำเลยที่ 1 จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในความผิดฐานนี้ไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ส่วนจำเลยที่ 2 นั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 343 วรรคหนึ่ง,86 จำคุก 2 ปี 8 เดือน จำเลยที่ 2 เข้ามอบตัวต่อสู้คดีเป็นการลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงาน มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 2 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่าศาลชั้นต้นกำหนดโทษหนักเกินไป ควรกำหนดให้ใหม่ให้จำคุกจำเลยที่ 2 มี กำหนด 1 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 2 มอบตัวสู้คดีเป็นการลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงานมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี ดังนี้ในข้อหาว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้อง จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ส่วนข้อหาว่าจำเลยที่ 2เป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคหนึ่ง,86 นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้ไขเฉพาะโทษ ให้จำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี เป็นเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อย จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 2 เป็นบิดาจำเลยที่ 1 ไม่ได้ร่วมหลอกลวงโจทก์ร่วมหรือพวกผู้เสียหายมาตั้งแต่ต้น นอกจากช่วยพูดจารับรองกับโจทก์ร่วมและพวกผู้เสียหายในวันสมัครงานว่าจำเลยที่ 1 สามารถส่งคนไปทำงานต่างประเทศได้จริงและพูดจารับรองว่าจะคืนเงินให้หากไม่ได้ไปหรือไปแล้วไม่ได้ทำงานเท่านั้น พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 แล้ว ในสำนวนแรกและสำนวนที่สามโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองว่าร่วมกัน ฉ้อโกง ประชาชนด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่าสามารถจัดส่งคนงานไปทำงานที่ประเทศไต้หวัน และฟ้องสำนวนที่สองว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 เป็นอีกคดีหนึ่งต่างหาก ข้อเท็จจริงปรากฏว่าพวกของจำเลยที่ 1 ได้จัดส่งโจทก์ร่วมและผู้เสียหายบางส่วนในสำนวนที่สองซึ่งเป็นชุดเดียวกับสำนวนแรกและสำนวนที่สามไปทำงานในประเทศสิงคโปร์ และบางส่วนให้ไปรอเข้าประเทศสิงคโปร์อยู่ที่ประเทศมาเลเซียก่อน แต่ในที่สุดคนสมัครงานทุกคนก็ถูกส่งกลับประเทศไทยโดยไม่ได้เข้าทำงานที่ประเทศไต้หวันตามที่จำเลยที่ 1 กับพวกหลอกลวงไว้แม้แต่คนเดียว การส่งโจทก์ร่วมและผู้เสียหายไปประเทศสิงคโปร์หรือประเทศมาเลเซียนั้นจึงเป็นเพียงวิธีการหรืออุบายอย่างหนึ่งในการกระทำผิดฐาน ฉ้อโกง ประชาชนซึ่งเป็นชุดเดียวกันนั่นเอง โดยจำเลยที่ 1 กับพวกไม่ได้มีเจตนาที่จะจัดหางานหรือส่งคนสมัครงานไปทำงานในประเทศที่หลอกลวงไว้แต่อย่างใด และจากพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมก็รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1กับพวกเคยส่งคนสมัครงานไปทำงานที่ประเทศไต้หวันจริงการกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 อีกบทหนึ่ง
ย่อยาว
คดีทั้งสามสำนวน ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกันโดยเรียกจำเลยสำนวนแรกและสำนวนที่สองเป็นจำเลยที่ 1 เรียกจำเลยสำนวนที่สามเป็นจำเลยที่ 2 โจทก์ฟ้องสำนวนแรกกับโจทก์สำนวนที่สามว่า จำเลยทั้งสองกับพวกโดยทุจริตได้ร่วมกันหลอกลวงประชาชนทั่วไปโดยการโฆษณาว่าจำเลยทั้งสองกับพวกสามารถจะจัดส่งคนไปทำงานที่ประเทศไต้หวันเป็นจำนวนมาก มีรายได้ดีแต่ประชาชนที่มาสมัครงานกับจำเลยทั้งสองกับพวกจะต้องเสียเงินค่าใช้จ่ายให้แก่จำเลยทั้งสองกับพวกคนละ40,000-45,500 บาท ซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงจำเลยทั้งสองกับพวกมีเจตนาไม่จัดส่งคนงานไปประเทศไต้หวันมาตั้งแต่เริ่มแรกและไม่สามารถจัดส่งคนงานไปยังประเทศไต้หวันได้ จำเลยทั้งสองกับพวกมีเจตนาเพียงเพื่อให้ได้เงินจากผู้ที่มาสมัครงานกับจำเลยเท่านั้น โดยการหลอกลวงดังกล่าวทำให้ประชาชนทั่วไปและนายวิกิจแม่นมั่น ผู้เสียหายที่ 1 กับพวกรวม 12 คน หลงเชื่อว่าเป็นความจริงและได้ไปสมัครงานดังกล่าวจำเลยทั้งสองกับพวกได้ค่าสมัครไปจากผู้เสียหายรวมเป็นเงิน 489,200 บาท แล้วจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันนำเอาเงินดังกล่าวไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวโดยทุจริตขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343, 83 นับโทษจำเลยที่ 1 ในสำนวนแรกและสำนวนที่ 2 ต่อกัน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้เงินจำนวน 489,200 บาท แก่ผู้เสียหายด้วย โจทก์ฟ้องสำนวนที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 กับพวกได้ร่วมกันจัดหางานให้นายวิกิจ แม่นมั่น ผู้เสียหายที่ 1 กับพวก 12 คน ซึ่งเป็นคนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศคือประเทศสิงคโปร์ โดยเรียกค่าบริการตอบแทนจากคนหางาน โดยจำเลยที่ 1 กับพวกมิได้รับอนุญาตให้เป็นผู้จัดหางานจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติ จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30วรรคแรก, 82 และนับโทษจำเลยที่ 1 ในสำนวนนี้กับสำนวนแรกติดต่อกัน จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 11 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมในสำนวนแรก ศาลชั้นต้นอนุญาต โดยเรียกเป็นโจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 11 ตามลำดับ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคหนึ่ง, 83 และพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 82 อันเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 82 อันเป็นบทหนักจำคุก 4 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343วรรคหนึ่ง, 86 จำคุก 2 ปี 8 เดือน จำเลยที่ 2 เข้ามอบตัวต่อสู้คดีเป็นการลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงานมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้เงินจำนวน 489,200 บาท แก่ผู้เสียหาย โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคหนึ่ง, 83 จำคุก 2 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 2 มอบตัวสู้คดีเป็นการลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงานมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ 1 ใน 4 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในข้อหาจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคหนึ่ง, 83 และพระราชบัญญัติ จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 82เป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528มาตรา 82 อันเป็นบทหนัก จำคุก 4 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคหนึ่ง,83 จำคุก 2 ปี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในข้อหาจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาต เช่นนี้ความผิดฐาน ฉ้อโกง ประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 343 วรรคหนึ่ง มีการแก้ไขเฉพาะโทษและเป็นการแก้ไขเล็กน้อยจำเลยจะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในความผิดฐานนี้ไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่งส่วนจำเลยที่ 2 นั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคหนึ่ง, 86 จำคุก 2 ปี 8 เดือนจำเลยที่ 2 เข้ามอบตัวสู้คดีเป็นการลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงาน มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษ ให้หนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คงจำคุก 2 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า ศาลชั้นต้นกำหนดโทษหนักเกินไปควรกำหนดเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่รูปคดี ให้จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด1 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 2 มอบตัวสู้คดีเป็นการลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงานมีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี ดังนี้ในข้อหาว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้อง จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ส่วนข้อหาว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคหนึ่ง,86 นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้ไขเฉพาะโทษ ให้จำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี เป็นเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อยห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่งดังนี้ คดีจึงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยทั้งสองดังนี้ ข้อ 1. จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบิดาของจำเลยที่ 1 มิได้เป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 กระทำความผิดในข้อหา ฉ้อโกง ประชาชนฎีกาในข้อนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่า จากพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกันหลอกลวงโจทก์ร่วมหรือพวกผู้เสียหายมาตั้งแต่ต้น นอกจากช่วยพูดจารับรองกับโจทก์ร่วมและพวกผู้เสียหายในวันสมัครงานว่า จำเลยที่ 1สามารถส่งคนไปทำงานต่างประเทศได้จริงและพูดจารับรองว่าจะคืนเงินให้หากไม่ได้ไปหรือไปแล้วไม่ได้ทำงานเท่านั้น พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 แล้วส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยที่ 2 เข้ามอบตัวต่อเจ้าพนักงานเพื่อต่อสู้คดี เป็นการเข้ามอบตัวหลังจากโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 แล้วไม่เป็นการลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงานนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า แม้จะเป็นการเข้ามอบตัวหลังจากโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 แล้วก็ตาม ก็เป็นประโยชน์แก่การดำเนินคดีของเจ้าพนักงาน ถือว่ามีเหตุอื่นที่ศาลเห็นว่ามีลักษณะทำนองเดียวกับการลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงาน เป็นเหตุบรรเทาโทษตามกฎหมาย ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้กำหนดโทษและลดโทษให้จำเลยที่ 2ถูกต้องและเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว ข้อ 2. โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 อีกบทหนึ่ง และเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่งด้วย ฎีกาข้อนี้โจทก์บรรยายฟ้องในสำนวนคดีเรื่องแรกและเรื่องที่สามไว้ชัดเจนอยู่แล้วว่า จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันหลอกลวงประชาชนทั่วไป ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่าจำเลยทั้งสองกับพวกสามารถจัดส่งคนงานไปทำงานประเทศไต้หวันได้ซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงจำเลยทั้งสองกับพวกไม่สามารถจัดส่งคนงานไปทำงานที่ประเทศไต้หวันได้ และไม่มีเจตนาที่จะจัดส่งคนงานไปยังประเทศไต้หวันมาตั้งแต่เริ่มแรก จำเลยทั้งสองมีเจตนาเพื่อให้ได้เงินจากผู้ที่มาสมัครงานกับจำเลยเท่านั้น แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยที่ 1 ในสำนวนที่สองว่า จำเลยที่ 1 กระทำผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 เป็นอีกคดีหนึ่งต่างหากย่อมเป็นการขัดกับข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายฟ้องไว้ในสำนวนคดีแรกและสำนวนคดีที่สาม และแม้ทางพิจารณาของคดีทั้งสามสำนวนที่รวมพิจารณาเข้าด้วยกันจะได้ความว่า พวกของจำเลยที่ 1 ได้จัดส่งโจทก์ร่วมและพวกผู้เสียหายบางส่วนซึ่งเป็นชุดเดียวกับคดีแรกและคดีที่สามไปทำงานในประเทศสิงคโปร์และบางส่วนให้ไปรอเข้าประเทศสิงคโปร์อยู่ที่ประเทศมาเลเซียก่อนก็ตาม แต่ในที่สุดคนสมัครงานทุกคนก็ถูกส่งกลับประเทศไทยโดยไม่ได้เข้าทำงานที่ประเทศไต้หวันตามที่จำเลยที่ 1 กับพวกหลอกลวงไว้แม้แต่คนเดียว จึงเป็นที่เห็นได้ว่าการส่งโจทก์ร่วมและพวกผู้เสียหายไปประเทศสิงคโปร์หรือประเทศมาเลเซียนั้น เป็นเพียงวิธีการหรืออุบายอย่างหนึ่งในการกระทำผิดฐาน ฉ้อโกง ประชาชนซึ่งเป็นชุดเดียวกันนั่นเอง โดยจำเลยที่ 1 กับพวกไม่ได้มีเจตนาที่จะจัดหางานหรือส่งคนสมัครงานไปทำงานในประเทศที่ได้หลอกลวงไว้แต่อย่างใด และจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 3ที่ 4 ที่ 7 และพยานปากอื่นที่เป็นญาติว่า จำเลยที่ 1 กับพวกเคยส่งคนสมัครงานไปทำงานที่ประเทศไต้หวันนั้น ก็เป็นการได้รับการบอกจากจำเลยที่ 1 เอง หรือเป็นเพียงการได้ยินข่าวมาเท่านั้น โจทก์และโจทก์ร่วมไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุนให้รับฟังได้โดยแจ้งชัดเช่นนั้นการกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 อีกบทหนึ่ง และเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่งตามที่โจทก์ฎีกา ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3533/2535 พนักงานอัยการ จังหวัด มหาสารคาม โจทก์ โจทก์ร่วม โจทก์ นาย วิ กิจ แม่น มั่น กับพวก โจทก์ นาย อำนวย ศิริ วัย จำเลย พนักงานอัยการ จังหวัด มหาสารคาม โจทก์ นาย อำนวย ศิริ วัย จำเลย พนักงานอัยการ จังหวัด มหาสารคาม โจทก์ นาย เคน ศิริ วัย จำเลย ป.อ. ม. 86 , ม. 343 ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง , ม. 220 พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 ม. 82