ฎีกาที่ 211/2535
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ย่อสั้น
ศาลชั้นต้นได้พิพากษาริบกัญชาของกลางไว้ในคดีอื่นแล้วและโจทก์มิได้ขอให้ริบในคดีนี้ ศาลจะพิพากษาให้ริบกัญชาของกลางอีกไม่ได้ เป็นการริบของกลางซ้ำและเกินคำขอ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคแรก
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองและนายประพันธ์ สุวรรณชาตรีจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1606/2530 ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลชั้นต้นได้พิพากษาลงโทษไปแล้วได้ร่วมกันผลิตโดยการเพาะปลูกกัญชาอันเป็น ยาเสพติด ให้โทษในประเภท 5 จำนวนหลายต้น น้ำหนัก590 กิโลกรัม โดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันมีกัญชาแห้ง จำนวน2 กระสอบ น้ำหนัก 6.95 กิโลกรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยทั้งสองกับพวกได้บุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดิน แผ้วถาง ปลูกต้นยางพารา เนื้อที่ประมาณ 30 ไร่บริเวณป่าควนเหรง ซึ่งเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติอันเป็นการกระทำให้เกิดความเสียหายแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ทั้งนี้โดยจำเลยทั้งสองไม่ได้รับใบอนุญาตและมิได้รับยกเว้นตามกฎหมาย ตามวันเวลาดังกล่าวเจ้าพนักงานยึดกัญชาสดและแห้งเป็นของกลาง ต่อมาศาลชั้นต้นได้พิพากษาริบของกลางดังกล่าวไปแล้วในคดีอาญาหมายเลขแดงที่1606/2530 ของศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 7(5), 8, 26, 75, 76, 102 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91 ให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 7(5), 8, 26 วรรคสอง, 75,76 วรรคสอง, 102 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507มาตรา 14, 31 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90 เรียงกระทงลงโทษฐานผลิตกัญชา จำคุกคนละ 5 ปี ฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุกคนละ 5 ปี ฐานบุกรุกแผ้วถางป่าสงวนแห่งชาติจำคุกคนละ 1 ปีรวมจำคุกคนละ 11 ปี ให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์โดยให้มีผลถึงจำเลยที่ 2 ด้วย ส่วนกัญชาของกลางคงให้ริบ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาเพียงเท่านี้ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะลงโทษจำเลยทั้งสองฐานผลิตกัญชาและมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ไม่มีน้ำหนักที่จะลงโทษจำเลยทั้งสองฐานบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 3วินิจฉัยชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3พิพากษาให้ริบกัญชาของกลางด้วยนั้น ข้อเท็จจริงปรากฏจากคำฟ้องของโจทก์ว่าศาลชั้นต้นได้พิพากษาริบของกลางดังกล่าวไว้ในคดีอื่นแล้วและโจทก์มิได้ขอให้ริบในคดีนี้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้ริบกัญชาของกลางด้วย จึงเป็นการริบของกลางซ้ำและเกินคำขอไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคแรก" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ให้ริบกัญชาของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 211/2535 อัยการ สงขลา โจทก์ นายสม พงษ์ สุทินะ กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. ม. 192 พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 102