ฎีกาที่ 5628/2533
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
คนขับรถยนต์ของจำเลยที่ 1 เห็นรถยนต์ของจำเลยที่ 3 แล่นสวนทางมาอยู่แล้วก่อนแซงรถยนต์ของโจทก์ อีกทั้งเป็นเวลาพลบค่ำและรถยนต์ของจำเลยที่ 3 ที่แล่นสวนทางลงมาจากเนินเขาย่อมจะเพิ่มอัตราความเร็วขึ้นมาก ซึ่งอาจเป็นเหตุให้กะระยะผิดพลาดได้ แต่คนขับรถยนต์ของจำเลยที่ 1 ยังขับแซงรถยนต์ของโจทก์ แล้วรีบปาดรถเข้ามาในเส้นทางโดยต้องหลีกรถยนต์ของจำเลยที่ 3 ที่แซงรถยนต์คันอื่นแล่นกินทางสวนทางมา ทำให้เกิดภาวะคับขันอันบุคลในภาวะคนขับรถยนต์ทั่ว ๆ ไปไม่ควรกระทำ การที่คนขับรถยนต์ของจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ในลักษณะดังกล่าว เป็นเหตุให้รถยนต์ของจำเลยที่ 1 เฉี่ยวชนกับรถยนต์ของจำเลยที่ 3 แล้วรถยนต์ของจำเลยที่ 3 แฉลบไปชนรถยนต์ของโจทก์ รถยนต์ของโจทก์จึงเสียหลักแล่นไปชนท้ายรถยนต์ของจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้รถยนต์ของโจทก์เสียหาย เช่นนี้ คนขับรถยนต์ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นฝ่าย ประมาท เลินเล่อด้วย
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองใช้ประโยชน์รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน70 - 0299 ลำปาง จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของรถยนต์โดยสารคันหมายเลขทะเบียน 10 - 1293นครสวรรค์ รับส่งคนโดยสารในเส้นทาง กรุงเทพ - เชียงใหม่ ร่วมกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของสัมปทานเส้นทางดังกล่าว โดยมีนายสมบัติ สิงห์ปาน ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 เป็นคนขับ แล่นรับส่งคนโดยสารหาประโยชน์ร่วมกัน จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์โดยสารคันหมายเลขทะเบียน 30 - 1445 กรุงเทพมหานคร และเป็นนายจ้างของนายชูศักดิ์ ลำมาศโตเจริญ ผู้ขับรถยนต์คันดังกล่าวแล่นรับส่งคนโดยสารหาประโยชน์ร่วมกับจำเลยที่ 4 เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2525 เวลาประมาณ 19 นาฬิกา ขณะที่นายสิงห์คำ แก่นเพชร ขับรถยนต์ของโจทก์จากลำพูนมุ่งหน้าไปลำปางมาถึงระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 40 - 41 ที่เกิดเหตุ โดยมีนายสมบัติขับรถยนต์โดยสารของจำเลยที่ 1ตามหลังมาด้วยความ ประมาท โดยเร่งความเร็วแซงรถยนต์ของโจทก์ ขณะเดียวกันในทางเดินรถสวนนายชูศักดิ์คนขับรถของจำเลยที่ 3 แล่นสวนทางมาด้วยความ ประมาท เร่งความเร็วและแซงรถยนต์กระบะขึ้นมาในระยะกระชั้นชิด เป็นเหตุให้รถยนต์ของจำเลยที่ 1 เฉี่ยวชนกับรถยนต์ของจำเลยที่ 3 แล้วรถยนต์ของจำเลยที่ 3 เสียหลักแฉลบพุ่งเลยเข้ามาเฉี่ยวชนรถยนต์ของโจทก์อย่างแรง ทำให้รถยนต์ของโจทก์เสียหลักพุ่งชนท้ายรถยนต์ของจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เสียค่าซ่อมรถ103,395 บาท ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ 1 เดือน เป็นเงิน 50,000 บาท และค่าเสื่อมสภาพรถ40,000 บาท รวมค่าเสียหาย 193,395 บาท และคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันทำละเมิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 14,505 บาท ขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน207,900 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน 193,395 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 ให้การว่า เหตุชนกันมิได้เกิดจากความ ประมาท ของนายสมบัติลูกจ้างจำเลยที่ 1 แต่เกิดจากความ ประมาท ของนายชูศักดิ์ลูกจ้างจำเลยที่ 3 และนายสมบัติขับรถด้วยความเร็วปกติในทางเดินรถของจำเลยที่ 1 ไม่ได้แซงรถยนต์ของโจทก์ นายชูศักดิ์ลูกจ้างจำเลยที่ 3 เป็นฝ่าย ประมาท ขับรถยนต์ด้วยความเร็วสูงในทางเดินรถลงเขาแฉลบล้ำเข้ามาในทางเดินรถของโจทก์ซึ่งแล่นตามหลังรถยนต์ของจำเลยที่ 1 ค่าซ่อมรถยนต์ของโจทก์ไม่เกิน 40,000 บาท ค่าขาดประโยชน์ไม่เกิน5,000 บาท และค่าเสื่อมสภาพรถยนต์ของโจทก์ก็ไม่เกิน 5,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้นำรถยนต์คันเกิดเหตุมาร่วมในเส้นทางสัมปทานของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิด เหตุชนกันมิใช่เกิดจากความ ประมาท ของนายสมบัติ แต่เป็นเพราะความ ประมาท ของนายชูศักดิ์ลูกจ้างจำเลยที่ 3 ฝ่ายเดียว ค่าเสียหายของโจทก์รวมแล้วไม่ควรเกิน 5,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 มิใช่เจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 30 - 1445 กรุงเทพมหานคร วันที่ 1 สิงหาคม 2522 จำเลยที่ 3 ได้ขายรถยนต์คันดังกล่าวให้แก่นายพิเชษฐ์ แก้วปิยะทรัพย์ โดยการเช่าซื้อ นายพิเชษฐ์นั่งรถยนต์คันดังกล่าวไปดำเนินกิจการรับส่งคนโดยสาร มิได้ร่วมกิจการกับจำเลยที่ 4 นายชูศักดิ์คนขับรถขณะเกิดเหตุเป็นลูกจ้างของนายพิเชษฐ์ มิใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 3 เหตุชนกันเกิดจากความ ประมาท ของนายสมบัติคนขับรถยนต์ของจำเลยที่ 1 ขับรถด้วยความเร็วสูงด้วยความ ประมาท แซงรถยนต์ของโจทก์ในระยะกระชั้นชิดเป็นเหตุให้เสียการทรงตัวแฉลบพุ่งเข้าชนรถยนต์คันที่นายชูศักดิ์ขับแล่นสวนทางมา เหตุเกิดเพราะความ ประมาท ของคนขับรถยนต์ของจำเลยที่ 1 แต่ฝ่ายเดียว ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกสูงเกินสมควรค่าซ่อมและค่าเสียหายอย่างมากไม่ควรเกิน 20,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 4 ให้การว่า รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 30 - 1445 กรุงเทพมหานครจำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของและได้นำมาร่วมกิจการกับจำเลยที่ 4 โดยทำสัญญาว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับผิดค่าเสียหายแก่บุคคลภายนอก จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องร่วมรับผิด จำเลยที่ 3 ขายรถยนต์คันดังกล่าวให้แก่นายพิเชษฐ์แล้ว นายพิเชษฐ์นำใบรับส่งคนโดยสารและดำเนินกิจการด้วยตนเอง เหตุชนกันเกิดเพราะความ ประมาท ของคนขับรถยนต์ของจำเลยที่ 3 ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าเสียหายจำนวน 152,495 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า เหตุที่รถชนกันเกิดจากความ ประมาท ของคนขับรถยนต์ของจำเลยที่ 3 ด้วย จำเลยที่ 3 และที่ 4 มิได้อุทธรณ์ คดีสำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4จึงยุติ และศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามนั้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า นายสมบัติคนขับรถยนต์ของจำเลยที่ 1 ขับรถ ประมาท ด้วยหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยพยานหลักฐานโจทก์และจำเลยแล้ว ฟังข้อเท็จจริงว่า ก่อนเกิดเหตุชนกัน นายสมบัติขับรถยนต์ของจำเลยที่ 1 แซงรถยนต์ของโจทก์ในระยะที่มีรถสวนอยู่ห่างประมาณ 70 เมตร และปาดหน้ารถยนต์ของโจทก์เข้ามาในทางเดินรถของตนห่างจากรถยนต์ของโจทก์ประามาณ 5 เมตร แล้วรถยนต์ของจำเลยที่ 3 แซงรถยนต์กระบะกินทางเข้ามาในทางเดินรถของรถยนต์จำเลยที่ 1 ประมาณ 50 เซนติเมตร รถยนต์ของจำเลยที่ 1 เกิดเฉี่ยวชนกับรถยนต์ของจำเลยที่ 3 แล้วรถยนต์ของจำเลยที่ 3 แฉลบไปชนรถยนต์ของโจทก์ เป็นเหตุให้รถยนต์ของโจทก์แล่นมาชนท้ายรถยนต์ของจำเลยที่ 1 การที่นายสมบัติคนขับรถยนต์ของจำเลยที่ 1 ขับรถขึ้นดอยขุนตาลมาด้วยความเร็ว และตามหลังรถยนต์ของโจทก์ ย่อมจะเห็นรถยนต์กระบะและรถยนต์ของจำเลยที่ 3 กำลังจะแล่นสวนทางมาในระยะ 70 เมตร การแซงรถในระยะดังกล่าวในขณะขึ้นเนิน และจะสวนทางกับรถที่แล่นลงจากเนิน ความเร็วของรถยนต์ของจำเลยที่ 1 และรถยนต์ของจำเลยที่ 3 ที่แล่นสวนทางลงมาย่อมจะเพิ่มอัตราจากความเร็วขึ้นเป็นทวีคูณ และเวลาประมาณ 19 นาฬิกา เป็นเวลาพลบค่ำ นายสมบัติคนขับรถยนต์ของจำเลยที่ 1 อาจกะระยะผิดพลาดได้ จึงน่าจะเกิดอันตรายแก่ผู้โดยสารและทรัพย์สินของผู้โดยสารและจำเลยที่ 1 เอง ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า รถยนต์ของจำเลยที่ 1 ขับแซงรถยนต์ของโจทก์ไม่ได้ฝ่าฝืนกฎจราจร แซงพ้นแล้ว ก็เข้ามาอยู่ในทางเดินรถของรถยนต์จำเลยที่ 1โดยอยู่ห่างจากรถยนต์ของโจทก์ประมาณ 5 เมตร ถือได้ว่านายสมบัติคนขับรถยนต์ของจำเลยที่ 1ขับรถไปตามวิสัยและพฤติการณ์ของคนขับรถแล้ว ทั้งไม่ได้เป็นทางห้ามแซง และไม่ได้อยู่ในที่คับขันนั้น เห็นว่า นายสมบัติคนขับรถยนต์ของจำเลยที่ 1 เห็นมีรถยนต์แล่นสวนอยู่ก่อนแซงแล้ว ยังขับแซงรถยนต์ของโจทก์แล้วรีบปาดรถเข้ามาในเส้นทาง โดยต้องหลีกรถยนต์ของจำเลยที่ 3 ที่แซงรถยนต์คันอื่นกินทางสวนทางมา จึงเกิดภาวะคับขัน อันบุคลในภาวะคนขับรถยนต์ทั่ว ๆ ไปไม่ควรกระทำการที่นายสมบัติขับรถยนต์ของจำเลยที่ 1ในลักษณะดังกล่าว เป็นการขับรถยนต์ด้วยความ ประมาท เลินเล่อด้วยเช่นกัน พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5628/2533 นางมาลินี ไชยกุล โจทก์ บริษัทยานยนต์นครสวรรค์ จำกัด กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 420