ฎีกาที่ 3508/2533
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ศาลรับฟังพยานบอกเล่าได้ไม่ต้องห้าม แต่มีน้ำหนักน้อยต้องมีพยานหลักฐานอื่นประกอบจึงจะรับฟังลงโทษจำเลยได้ การที่จะรับฟังพยานหลักฐานใดเป็นการเพียงพอลงโทษได้หรือไม่เป็นดุลยพินิจของศาล จำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยตามข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบได้ความว่า จำเลยก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดด้วยการจ้าง วาน ใช้ ไม่ใช่จำเลยร่วมเป็นตัวการด้วย แต่ศาลล่างทั้งสองกลับฟังว่าจำเลยเป็นตัวการ ข้อเท็จจริงที่ปรากฎในทางพิจารณาจึงแตกต่างกับฟ้องที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญ เป็นฎีกาเพื่อให้ศาลฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายว่า ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้อง จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 4 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะการปรับบทลงโทษโดยระบุวรรคของมาตราที่ลงโทษให้ชัดเจนขึ้นเท่านั้น เป็นการแก้ไขเล็กน้อย จึงต้องห้ามฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกร่วมกันผลิตโดยปลูกกัญชาจำนวน 700 ต้น น้ำหนัก 133 กิโลกรัม และมีกัญชาจำนวนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 26, 75, 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้อง จำเลยผลิตโดยปลูกกัญชาและมีกัญชาดังกล่าวในครอบครองเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งแต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากันวางโทษจำคุก 6 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เฉพาะการปรับบทลงโทษโดยระบุวรรคตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ พ.ศ. 2522 ให้ชัดเจนขึ้นเป็นมาตรา 75 วรรคแรก, 76 วรรคสอง และให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 75 วรรคแรก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า พยานโจทก์สามปากเป็นพยานที่ได้รับคำบอกเล่าซัดทอดมาจากผู้กระทำผิดตามฟ้องกับจำเลยว่า ถูกจำเลยใช้ให้ปลูกกัญชาตามฟ้อง จึงรับฟังคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามปากดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานไม่ได้ เพราะเป็นพยานบอกเล่าประเภทต้องห้ามมิให้รับฟัง แต่ศาลล่างทั้งสองกลับรับฟังคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามปากดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานลงโทษจำเลยจึงขัดต่อกฎหมาย เห็นว่า ศาลรับฟังคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามปากดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานได้ ไม่ต้องห้ามให้ศาลรับฟัง หากเพียงแต่มีน้ำหนักน้อย ต้องมีพยานหลักฐานอื่นประกอบจึงจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานลงโทษจำเลยได้ เมื่อคดีนี้พยานโจทก์มิได้มีเฉพาะคำเบิกความของพยานทั้งสามปากดังกล่าวเท่านั้นแต่ยังมีพยานอื่นอีก ดังนี้จึงไม่ทำให้ดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลล่างทั้งสองที่ฟังว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องเปลี่ยนแปลงไป เพราะการที่จะรับฟังพยานหลักฐานใดเป็นการเพียงพอดังลงโทษได้หรือไม่เป็นดุลพินิจของศาล ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกามาอีกข้อหนึ่งว่า การกระทำของจำเลยตามข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบได้ความว่าจำเลยก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดด้วยการจ้าง วาน ใช้ ไม่ใช่จำเลยร่วมเป็นตัวการด้วย แต่ศาลล่างทั้งสองกลับฟังว่าจำเลยเป็นตัวการ ดังนี้ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาจึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญนั้น เห็นว่าคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 4 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขเล็กน้อยและลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 4 ปีเช่นเดียวกัน จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก ฎีกาของจำเลยดังกล่าวก็เพื่อให้ศาลฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายว่า ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง จึงเป็นฎีกาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3508/2533 พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม โจทก์ นางสมวงศ์ จ้อยสองสี ล. ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคแรก , ม. 226 , ม. 227