ฎีกาที่ 3837/2532
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ย่อสั้น
โจทก์ผู้เป็นลูกจ้างถูกจำเลยผู้เป็นนายจ้างร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีอาญาในข้อหาร่วมกับพวกปลอมและใช้เอกสารปลอม ร่วมกัน ฉ้อโกง และพยายาม ฉ้อโกง ซึ่งหากจะฟ้องบังคับในทางแพ่งด้วยในกรณีที่ ฉ้อโกง ได้เงินของจำเลยไปก็ได้แต่ขอให้โจทก์ใช้คืนเงินเท่านั้น จะขอให้ศาลบังคับให้โจทก์พ้นจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยไม่ได้ การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์ต้องหาว่าร่วมกับพวกกระทำความผิดทางอาญาร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม ร่วมกัน ฉ้อโกง และพยายาม ฉ้อโกง จึงมิใช่คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาการวินิจฉัยว่าโจทก์กระทำการทุจริตต่อจำเลยหรือไม่ ศาลแรงงานไม่จำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญา.
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างประจำของจำเลย ตำแหน่งพนักงานบัญชี ได้รับเงินเดือนสุดท้ายเดือนละ 2,925 บาท ค่าครองชีพเดือนละ 950 บาท จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ออกจากงานให้มีผลตั้งแต่วันที่ 23 กรกฎาคม 2527 โดยกล่าวหาว่าโจทก์ร่วมกับบุคคลภายนอกกระทำการทุจริตซึ่งไม่เป็นความจริง ต่อมาพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องโจทก์เป็นจำเลยต่อศาลอาญาในข้อหาร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม ร่วมกัน ฉ้อโกง และพยายาม ฉ้อโกง ศาลอาญาพิพากษายกฟ้องศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีถึงที่สุดแล้วตามคดีหมายเลขแดงที่8750/2528 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยที่โจทก์มิได้กระทำความผิดเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม โจทก์ได้รับความเสียหาย และจำเลยไม่จ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 11,625 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า7,750 บาท และค่าเสียหายเป็นเงิน 652,550 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันเลิกจ้าง เฉพาะค่าเสียหายนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ยกเลิกคำสั่งไล่โจทก์ออกจากงาน จำเลยให้การว่า โจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ลักลอบนำรหัสเงินโอนของสาขาอ่างทองของจำเลยไปดำเนินการโอนเงินเพื่อเข้าบัญชีบุคคลอื่นโดยทุจริต จำเลยจึงมีคำสั่งไล่โจทก์ออกจากงาน โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ร่วมกับนายแสวงพี่ของโจทก์และบุคคลภายนอกทุจริตด้วยวิธีแจ้งโอนเงินทางโทรศัพท์จากธนาคารจำเลยสาขาอ่างทองไปยังสาขาอื่นของจำเลยในเขตกรุงเทพมหานครหลายสาขาทั้งที่จำเลยสาขาอ่างทองไม่ได้มีการโอนเงินดังกล่าว การกระทำของโจทก์เป็นการผิดวินัยอย่างร้ายแรง จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงมิใช่การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินตามฟ้องพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า โจทก์ผู้เป็นลูกจ้างถูกจำเลยผู้เป็นนายจ้างร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีอาญาในข้อหาร่วมกับพวกปลอมและใช้เอกสารปลอม ร่วมกัน ฉ้อโกง และพยายาม ฉ้อโกง และศาลได้พิพากษายกฟ้องในคดีอาญา ตามคดีหมายเลขแดงที่ 8750/2528ของศาลอาญา นั้น หากจะฟ้องบังคับในทางแพ่งด้วย ในกรณีที่ ฉ้อโกง ได้เงินของจำเลยไป ก็ได้แต่ขอให้ใช้คืนเงินเท่านั้น จะขอให้ศาลบังคับให้โจทก์พ้นจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยด้วยย่อมกระทำไม่ได้ การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์ต้องหาว่าร่วมกับพวกกระทำความผิดทางอาญาฐานร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม ร่วมกัน ฉ้อโกง และพยายาม ฉ้อโกง จึงมิใช่คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ภาค 1 ลักษณะ 3หมวด 2 ดังนั้นในการวินิจฉัยว่าโจทก์กระทำการทุจริตต่อจำเลยหรือไม่ศาลแรงงานกลางไม่จำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญา ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3837/2532 นาย สง่า เจริญ ลาภ โจทก์ ธนาคาร กสิกร ไทย จำกัด จำเลย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46 , ข้อ 47 ป.พ.พ. ม. 583 ป.วิ.อ. ม. 46