ฎีกาที่ 3906/2532
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ย่อสั้น
การมีฝิ่นดิบและมูลฝิ่นเป็นความผิดต่อบทกฎหมายมาตราเดียวกันตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษฯมาตรา 69 วรรคหนึ่ง จึงเป็นความผิดกรรมเดียว
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 17, 58, 69, 91, 102 พระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2528 มาตรา 4, 6, 10ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 17, 58, 69, 91ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ฐานมีฝิ่นดิบไว้ในครอบครองจำคุก 6 เดือน ฐานมีมูลฝิ่นไว้ในครอบครองจำคุก 6 เดือนและฐานเสพฝิ่น จำคุก 6 เดือน รวม 3 กระทง จำคุก 18 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2530 เวลาประมาณ 17.40 นาฬิกาจ่าสิบตำรวจประพันธ์ สีสด กับจ่าสิบตำรวจสวิง มงคลสวัสดิ์เจ้าพนักงานตำรวจประจำสถานีตำรวจภูธรอำเภอออมก๋อยจังหวัดเชียงใหม่ ได้ร่วมกันจับจำเลยกับพวกอีก 3 คนในข้อหามีฝิ่นดิบ มูลฝิ่นไว้ในครอบครองและเสพฝิ่นโดยไม่ได้รับอนุญาตพร้อมกับยึดฝิ่นดิบ มูลฝิ่นและอุปกรณ์การเสพฝิ่นของกลาง ปัญหาจึงมีว่าจำเลยได้ร่วมกระทำความผิดดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่าเหตุที่จ่าสิบตำรวจประพันธ์กับพวกได้ไปจับจำเลยกับพวกเนื่องจากได้รับแจ้งจากสายสืบก่อนวันเกิดเหตุ 2 วันว่า จำเลยกับพวกลักลอบเสพฝิ่นที่บ้านที่เกิดเหตุเป็นประจำ จึงได้วางแผนทำการจับกุม ขณะเข้าทำการจับกุมนั้น จ่าสิบตำรวจประพันธ์เบิกความว่า ได้วิ่งขึ้นไปบนบ้านของนายนิเฮเป็นจำเลยนอกเสพฝิ่นอยู่ตรงกลางระหว่างพวกของจำเลยอีก 2 คน เมื่อจำเลยเห็นจ่าสิบตำรวจประพันธ์กับพวกก็หยุดเสพและจ่าสิบตำรวจสวิงเบิกความว่า เมื่อขึ้นไปบนบ้านของนายนิเฮเห็นจำเลยกับนายพรหมนอนตะแคงเสพฝิ่นอยู่ ส่วนอีกคนหนึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆจึงเข้าทำการจับกุม เมื่อจับจำเลยกับพวกและยึดของกลางได้แล้วจ่าสิบตำรวจประพันธ์ได้ทำบันทึกการจับกุมให้จำเลยลงชื่อไว้ตามเอกสารหมาย จ.2 โดยได้ระบุพฤติการณ์ที่ได้รับทราบจากสายสืบว่าจำเลยกับพวกลักลอบเสพฝิ่นตามหมู่บ้านต่าง ๆ จนกระทั่งครั้งสุดท้ายมาเสพกันที่บ้านแม่ลานน้อยตรงกับคำเบิกความของจ่าสิบตำรวจประพันธ์เมื่อแจ้งข้อหาว่า จำเลยกับพวกร่วมกันมี ยาเสพติด ให้โทษ (ฝิ่นดิบ มูลฝิ่น) ไว้ในครอบครองเพื่อเสพโดยผิดกฎหมาย จำเลยก็ให้การรับสารภาพ ซึ่งจำเลยมิได้นำสืบหักล้างบันทึกการจับกุมฉบับนี้เป็นอย่างอื่นคำรับสารภาพของจำเลยในบันทึกการจับกุมดังกล่าวได้กระทำขึ้นในเวลาใกล้ชิดกับเวลาเกิดเหตุและเวลาจับจำเลย จึงฟังได้ว่าเป็นเรื่องที่จำเลยให้การไปตามความจริง ส่วนข้อแตกต่างในขณะที่จำเลยนอนเสพฝิ่นโดยจ่าสิบตำรวจประพันธ์เบิกความว่า จำเลยนอนเสพฝิ่นอยู่ตรงกลางมีพวกของจำเลย นอนอยู่ 2 ข้าง แต่จ่าสิบตำรวจสวิงเห็นจำเลยนอนเสพกับนายพรหมส่วนอีกคนหนึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆ ก็เป็นข้อแตกต่างเพียงเล็กน้อย หาใช่เป็นข้อสาระสำคัญไม่ ที่จำเลยนำสืบว่า ก่อนเกิดเหตุประมาณ 1 เดือน จ่าสิบตำรวจประพันธ์มีสาเหตุกับจำเลยมาก่อนในเรื่องที่จ่าสิบตำรวจประพันธ์มีความสัมพันธ์ทางชู้สาวกับหลานสะใภ้ของจำเลยนั้น จำเลยเบิกความว่า จำเลยขอร้องหลายสะใภ้ของจำเลยไม่ให้เอาเรื่องซึ่งเรื่องก็ได้ยุติไป พฤติการณ์ดังกล่าวก็ย่อมเป็นผลดีแก่จ่าสิบตำรวจประพันธ์เองอยู่แล้ว จึงไม่น่าจะเป็นสาเหตุที่จะมีการกลั่นแกล้งจำเลยสำหรับสาเหตุอื่นนั้นจำเลยเบิกความว่าได้ร่วมลงชื่อร้องเรียนเจ้าพนักงานตำรวจเรื่องค้าของเถื่อน แต่นายอุทัย ชัยชนะบุตรพยานจำเลยมิได้เบิกความถึงในเรื่องนี้ แต่กลับอ้างว่าจ่าสิบตำรวจประพันธ์เข้าใจว่าจำเลยเคยร้องเรียนเรื่องจ่าสิบตำรวจประพันธ์จ้างชาวบ้านให้ตัดไม้สนเกี๊ยะ ในเขตป่าสงวน พยานหลักฐานของจำเลยในเรื่องสาเหตุต่าง ๆ จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่าจ่าสิบตำรวจประพันธ์กลั่นแกล้งจำเลยข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานของโจทก์มีเหตุผลให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยได้กระทำความผิดดังที่โจทก์ฟ้องฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่ความผิดฐานมีฝิ่นดิบและมีมูลฝิ่นเป็นกรณีที่ต้องบังคับตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ (ฉบับที่ 2)พ.ศ. 2528 มาตรา 10 ที่บัญญัติว่า ในขณะที่ไม่มีประกาศให้ฝิ่นมูลฝิ่นหรือพันธุ์ฝิ่นเป็น ยาเสพติด ให้โทษประเภทใด ให้ฝิ่นหรือมูลฝิ่นตามกฎหมายว่าด้วยฝิ่นเป็น ยาเสพติด ให้โทษประเภท 2 ตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 7 ดังนั้น การที่จำเลยมีฝิ่นดิบและมูลฝิ่นจึงเป็นความผิดต่อบทกฎหมายมาตราเดียวกันตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 69 วรรคหนึ่งจำเลยจึงมีความผิดฐานมีฝิ่นดิบและมูลฝิ่นเพียงกรรมเดียว" พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 17, 69 วรรคหนึ่ง กระทงหนึ่ง จำคุก6 เดือน และมีความผิดตามมาตรา 58, 91 กระทงหนึ่ง จำคุก 6 เดือนรวมเป็นโทษจำคุก 12 เดือน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3906/2532 พนักงานอัยการ จังหวัด เชียงใหม่ โจทก์ นาย ติ๊บ ธนุพลหาญ จำเลย ป.อ. ม. 90 พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 7 , ม. 69