ฎีกาที่ 6382/2531
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องดำเนินวิธีการบังคับตามขั้นตอนให้ครบถ้วนภายในกำหนดสิบปี คือ ต้องขอให้ศาลออกหมาย บังคับคดี ก่อน ขั้นต่อไปต้องแจ้งให้เจ้าพนักงาน บังคับคดี ทราบว่าศาลได้ออกหมาย บังคับคดี แล้วจากนั้นต้องแถลงต่อเจ้าพนักงาน บังคับคดี ขอให้ยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ถ้ามีลูกหนี้หลายคนให้ระบุว่าต้องการยึดทรัพย์สินของลูกหนี้คนใด บทบัญญัตินี้ไม่ได้หมายความว่าโจทก์เพียงแต่ขอหมาย บังคับคดี ภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้วโจทก์จะดำเนินวิธีการ บังคับคดี อย่างไรต่อไปเมื่อพ้นกำหนดเวลาสิบปีไปแล้วก็ได้ ซึ่งเป็นผลให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาถูก บังคับคดี โดยไม่มีกำหนดเวลา เมื่อโจทก์ร้องขอให้ออกหมาย บังคับคดี แก่จำเลยทั้งสองภายในกำหนดเวลาดังกล่าวและนำยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 โดยมิได้ บังคับคดี แก่จำเลยที่ 2 การที่โจทก์นำเจ้าพนักงาน บังคับคดี ไปยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 เป็นครั้งแรกเมื่อพ้นกำหนดเวลาสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษา โจทก์จึงหมดสิทธิที่จะ บังคับคดี แก่จำเลยที่ 2
ย่อยาว
คดีสืบเนื่องจากโจทก์จำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันและศาลพิพากษาตามยอม เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2514 คดีถึงที่สุดแล้วต่อมาจำเลยผิดนัดศาลชั้นต้นออกหมาย บังคับคดี ตามคำขอของโจทก์เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2523 และนำเจ้าพนักงาน บังคับคดี ไปยึดทรัพย์จำเลยที่ 2 เมื่อ วันที่ 14 มกราคม 2529 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า โจทก์หมดสิทธิ บังคับคดี เพราะพ้นกำหนด 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษา ขอให้ศาลมีคำสั่งว่าการ บังคับคดี ไม่ชอบ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับกันฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2514 ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามยอมและคดีเป็นที่สุดแล้ว ต่อมาเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2523 โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมาย บังคับคดี แก่จำเลยทั้งสอง และศาลชั้นต้นได้ออกหมาย บังคับคดี ในวันดังกล่าวตามที่โจทก์ขอ ครั้นวันที่ 22ตุลาคม 2523 โจทก์นำเจ้าพนักงาน บังคับคดี ไปยึดทรัพย์จำเลยที่ 1โจทก์ไม่เคยนำเจ้าพนักงาน บังคับคดี ไปยึดทรัพย์จำเลยที่ 2 ต่อมาเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2529 โจทก์จึงนำเจ้าพนักงาน บังคับคดี ไปยึดทรัพย์จำเลยที่ 2 เป็นครั้งแรก แต่มิได้ยึดทรัพย์จำเลยที่ 2เพราะจำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 10,000 บาท แก่ผู้แทนโจทก์ปรากฏตามภาพถ่ายคำขอยึดทรัพย์เอกสารหมาย ล.1 และ ล.4 ภาพถ่ายรายงานเจ้าหน้าที่เอกสารหมาย ล.2 และ ล.5 ภาพถ่ายคำแถลงเอกสารหมาย ล.3 มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่าโจทก์มีอำนาจ บังคับคดี จำเลยที่ 2 หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 บัญญัติว่า "ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดี (ลูกหนี้ตามคำพิพากษา) ไม่ได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้ บังคับคดี ตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้ภายในสิบปี นับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง โดยอาศัยและตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น" ตามบทบัญญัติดังกล่าว โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องดำเนินวิธีการ บังคับคดี ตามขั้นตอนให้ครบถ้วนภายในกำหนดสิบปี กล่าวคือ ประการแรกเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องขอให้ศาลออกหมาย บังคับคดี ประการที่สอง เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องแถลงหรือแจ้งให้เจ้าพนักงาน บังคับคดี ทราบว่าศาลได้ออกหมาย บังคับคดี แล้วประการที่สาม เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องแถลงต่อเจ้าพนักงาน บังคับคดี ว่าเจ้าหนี้มีความประสงค์ขอให้ยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาถ้ามีลูกหนี้หลายคนให้ระบุว่าต้องการยึดทรัพย์สินของลูกหนี้คนใดเมื่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนครบถ้วนภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งก็ถือว่าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาร้องขอให้ บังคับคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271แล้ว ซึ่งศาลฎีกาได้พิพากษาไว้เป็นแบบอย่างตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 4816/2528 ระหว่าง ธนาคารกรุงเทพ จำกัด โจทก์บริษัทประธานพัฒนโลหะ จำกัด กับพวก จำเลยและ คำพิพากษาฎีกาที่ 3607/2529 ระหว่าง บริษัทบางกอกอินเวสท์เมนท์ จำกัด โจทก์ธนาคารมหานคร จำกัด ผู้ร้อง นางสาววาณี แสงแก้วกิจ กับพวกจำเลยบทบัญญัตินี้ไม่ได้หมายความว่าโจทก์เพียงแต่ขอหมาย บังคับคดี ภายในสิบปี นับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้ว โจทก์จะดำเนินวิธีการ บังคับคดี อย่างไรต่อไปเมื่อพ้นกำหนดเวลาสิบปีไปแล้วก็ได้ ซึ่งเป็นผลให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาถูก บังคับคดี โดยไม่มีกำหนดเวลา ดังนั้นเมื่อโจทก์ร้องขอให้ออกหมาย บังคับคดี แก่จำเลยทั้งสองภายในกำหนดดังกล่าว และนำยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 โดยมิได้ บังคับคดี แก่จำเลยที่ 2 เลย ต่อมาเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2529 โจทก์จึงนำเจ้าพนักงาน บังคับคดี ไปยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เป็นครั้งแรกจึงพ้นกำหนดเวลาสิบปี นับแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2514 ซึ่งศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามยอม โจทก์จึงหมดสิทธิที่จะ บังคับคดี กับจำเลยที่ 2ได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา" พิพากษากลับว่า โจทก์หมดสิทธิที่จะ บังคับคดี กับจำเลยที่ 2 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6382/2531 บริษัท ธนาคาร แห่ง เอเซีย เพื่อ การ อุตสาหกรรม และ พาณิชยกรรม จำกัด โจทก์ นายสมภพ บุนนาค กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. ม. 271