ฎีกาที่ 4555/2530
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
การที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกคำพยานโจทก์แต่ละปากขึ้นวินิจฉัยว่าพยานโจทก์เบิกความว่าอย่างไร แล้วฟังว่าจำเลยบังคับให้โจทก์ทำงานกักขังให้ปราศจากเสรีภาพและหลอกลวงบุคคลตั้งแต่สิบคนขึ้นไปให้ประกอบการงานให้แก่ตนโดยจะไม่ใช้ค่าแรงงานให้โดยทุจริต จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง เป็นการวินิจฉัยคดีโดยมีเหตุผลในการตัดสินทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว และการที่ศาลอุทธรณ์พิเคราะห์พยานโจทก์แล้วเชื่อตามพยานโจทก์ว่าจำเลยกระทำผิดและลงโทษจำเลยนั้น เท่ากับเป็นการวินิจฉัยแล้วว่าพยานหลักฐานจำเลยไม่อาจรับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้หรือไม่อย่างไร คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงมีข้อสำคัญที่เกี่ยวกับเหตุผลในการตัดสินทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 186 (6)
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309, 310, 344, 91, 83
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2526 มาตรา 4 ริบอาวุธปืน กระสุนปืน ซองบรรจุกระสุนปืนและคืนซองอ่อนใส่ปืนของกลางแก่เจ้าของ จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งหามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309, 310 ความผิดตามมาตรา 309 ให้จำคุกคนละ 2 ปี ความผิดตามมาตรา 310 ให้จำคุกคนละ 1 ปี รวมจำคุกคนละ 3 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 คนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 คนละ 2 ปี จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 344 อีกกระทงหนึ่งให้จำคุกในความผิดตามมาตรานี้ 1 ปีรวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี ให้ยกฟ้องจำเลยที 2 ถึงที่ 5 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 344 ริบของกลาง จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่านายเบ้า นาคนวล นายทองมาก พิทักษา นายบำรุง บุญมั่น นายวีระ คณะกุล นายสมพร ขาวพิมาย นายสงวน พิมพ์จันทร์ นายพร ใจใส พยานโจทก์ต่างเบิกความว่าได้มาทำงานที่ไร่จำเลยที่ 1 มีคนควบคุมบังคับให้ทำงาน ถ้าทำช้าก็ถูกทำร้าย คนคุมมีอาวุธปืน จำเลยที่ 1 เก็บเสื้อผ้าคนงานไว้ เวลาเลิกงานก็ไปอยู่ในบ้านใส่กุญแจหน้าต่างบ้านใช้ไม้ตีปิดไว้ค่าจ้างก็ไม่จ่าย จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของไร่ เป็นคนขับรถนำคนงานไปทำงานและควบคุมคนงานด้วยโดยมีอาวุธปืนติดตัว เห็นว่า จำเลยที่ 1 บังคับให้คนทำงานกักขัง ให้ปราศจากเสรีภาพ มิได้วินิจฉัยว่าเชื่อคำเบิกความของพยานโจทก์ ดังกล่าวอย่างไรและสำหรับความผิดฐาน ฉ้อโกง นั้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ได้ให้เหตุผลว่าจำเลยที่ 1 หลอกลวงบุคคลตั้งแต่สิบคนขึ้นไปให้ประกอบการงานให้แก่ตนโดยจะไม่ใช้ค่าแรงงานให้โดยทุจริต นั้น เพราะเหตุใด ศาลอุทธรณ์พิพากษาโดยให้เหตุผลในการตัดสินทั้งในปัญหาข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายน้อยเกินไปและมิได้วินิจฉัยโดยให้เหตุผลว่า พยานจำเลยที่ 1 ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ได้นั้น มีเหตุผลอย่างไร ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้อง โดยหยิบยกคำพยานโจทก์ดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยว่า พยานโจทก์เบิกความว่าอย่างไร แล้วฟังว่าจำเลยที่ 1 บังคับให้โจทก์ทำงาน กักขังให้ปราศจากเสรีภาพและหลอกลวงบุคคลตั้งแต่สิบคนขึ้นไปให้ประกอบการงานให้แก่ตนโดยจะไม่ใช้ค่าแรงงานให้โดยทุจริต จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดตามฟ้องเป็นการวินิจฉัยคดีโดยมีเหตุผลในการตัดสินทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์พิเคราะห์พยานโจทก์ดังกล่าวแล้วเชื่อตามพยานโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 กระทำผิดและลงโทษจำเลยที่ 1 นั้น เท่ากับเป็นการวินิจฉัยแล้วว่าพยานหลักฐานจำเลยไม่อาจรับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ แม้คำพิพากษาไม่ได้กล่าวโดยละเอียดว่าเชื่อพยานหลักฐานโจทก์จำเลยได้หรือไม่อย่างไร คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ก็ไม่ขัดต่อบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงมีข้อสำคัญที่เกี่ยวกับเหตุผลในการตัดสินทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธิพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (6) ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309, 310 โดยไม่ระบุวรรคใดและให้ริบซองอ่อนใส่ปืนของกลางซึ่งโจทก์ขอให้คืนแก่เจ้าของนั้นไม่ถูกต้องเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสอง, 310 วรรคแรก และให้คืนซองอ่อนใส่ปืนของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4555/2530 พนักงานอัยการจังหวัดระยอง โจทก์ นายประเสริฐ ไทยเจริญ กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. ม. 186 , ม. 227