ฎีกาที่ 3447/2530
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของประชาชน มิใช่กระทำโดยเฉพาะเจาะจงแก่บุคคลใดเป็นส่วนตัว รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหายโดยตรง พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการ ฉ้อโกง ประชาชน เป็นบทบัญญัติที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างไปจากความผิดฐาน ฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญาดังจะเห็นได้ว่าบทบัญญัติและเจตนารมณ์ของพระราชกำหนดนี้ ตาม มาตรา 4 มาตรา 5 มาตรา 7 และมาตรา 8 บัญญัติถึงวิธีการและลักษณะของการกู้ยืมในกรณีเช่นนี้ไว้ และบัญญัติถึงการที่จะปราบปรามการกระทำที่เป็นการ ฉ้อโกง ประชาชนกับวางมาตรการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากการถูกหลอกลวง และรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยได้กำหนดมาตรการต่าง ๆ ไว้ เพื่อคุ้มครองประชาชนเป็นส่วนรวม และให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐเท่านั้นมีอำนาจใช้มาตรการดังกล่าวนั้นได้ ทั้งนี้เพื่อให้กรณีเสร็จเด็ดขาดไปทันทีดังนั้น ความผิดตามพระราชกำหนดนี้ รัฐเท่านั้นเป็นผู้มีอำนาจฟ้องคดีได้. (วรรคสองวินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ครั้งที่5/2530)
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกร่วมกัน ฉ้อโกง โจทก์และประชาชนว่าจำเลยกับพวกประกอบกิจการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ชักชวนให้เล่นแชร์น้ำมันในวงเงิน 160,500 บาท จะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเดือนละ 10,200 บาท โจทก์หลงเชื่อได้เล่นแชร์กับจำเลยเป็นเงิน1,768,500 บาท และมีประชาชนเล่นแชร์กับจำเลยอีกหลายพันล้านบาทต่อมาจำเลยกับพวกไม่คืนเงิน และไม่ยอมชำระดอกผลให้โจทก์และประชาชน และหลบหนีไป โจทก์และประชาชนได้รับความเสียหายการกระทำของจำเลยกับพวกเป็นการโฆษณาให้ปรากฏต่อประชาชนในการกู้ยืมเงิน และจ่ายผลตอบแทนสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายจะพึงจ่ายได้ โดยรู้อยู่แล้วว่าไม่สามารถประกอบกิจการใด ๆ โดยชอบด้วยกฎหมายที่จะให้ผลประโชน์ตอบแทนพอจะนำมาจ่ายให้ประชาชนได้ และเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการมุ่งหมายเพื่อ ฉ้อโกง ประชาชนและเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341, 343, 209, 210, 212, 215, 357, 83, 90, 91 พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการ ฉ้อโกง ประชาชน พ.ศ. 2527 มาตรา 4, 12 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นัดไต่สวนมูลฟ้องเฉพาะข้อหา ฉ้อโกง และ ฉ้อโกง ประชาชน ส่วนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานเป็นอั้งยี่ ซ่องโจร และมั่วสุมหรือใช้กำลังกายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209, 210, 212 และ 215 นั้นมิใช่กระทำโดยเฉพาะเจาะจงแก่บุคคลใดเป็นส่วนตัว รัฐเท่านั้นที่เป็นผู้เสียหายโดยตรง โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายที่มีอำนาจฟ้องร้องจำเลยได้ ส่วนปัญหาที่ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการ ฉ้อโกง ประชาชนหรือไม่นั้นศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่เห็นว่า พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการ ฉ้อโกง ประชาชน เป็นบทบัญญัติที่มีิลักษณะพิเศษแตกต่างไปจากความผิดฐาน ฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา ดังจะเห็นได้ว่าบทบัญญัติและเจตนารมณ์ของพระราชกำหนดนี้ ตามมาตรา 4 มาตรา 5มาตรา 7 และมาตรา 8 บัญญติถึงวิธีการและลักษณะของการกู้ยืมในกรณีเช่นนี้ไว้ และบัญญัติถึงการที่จะปราบปรามการกระทำที่เป็นการ ฉ้อโกง ประชาชน กับวางมาตรการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากการถูกหลอกลวง และรักษาความมั่งคงทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยได้กำหนดมาตรการต่าง ๆไว้เพื่อคุ้มครองประชาชนเป็นส่วนรวม และให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐเท่านั้นมีอำนาจใช้มาตรการดังกล่าวนั้นได้ทั้งนี้เพื่อให้กรณีเสร็จเด็ดขาดไปทันที ดังนั้นความผิดตามพระราชกำหนดนี้รัฐเท่านั้นเป็นผู้มีอำนาจฟ้องคดีได้ พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3447/2530 นาง มณี ประสงค์ชัยกุล โจทก์ นาง ชม้อย ทิพย์ โส กับพวก จำเลย ป.อ. ม. 209 , ม. 210 , ม. 212 , ม. 215 , ม. 340 , ม. 343 พ.ร.ก. การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527