ฎีกาที่ 4730/2530
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ย่อสั้น
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันเสพฝิ่นมีฝิ่นดิบและมีมูลฝิ่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษพ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 17, 58, 69,91, 102 พระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2528 มาตรา 3,4, 6, 10 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91 ริบของกลาง จำเลยที่ 1 ที่ 3 ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ให้การปฏิเสธโดยให้โจทก์ฟ้องเป็นคดีใหม่ ศาลชั้นต้นดำเนินคดีต่อมาเฉพาะตัวจำเลยที่ 2 พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษพ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8,17, 58, 69, 91, 102 พระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2528มาตรา 3, 4, 6, 10 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91 เรียงกระทงลงโทษฐานร่วมกันเสพฝิ่นจำคุก 6 เดือนฐานร่วมกันมีฝิ่นดิบจำคุก 3 ปีฐานร่วมกันมีมูลฝิ่นจำคุก 3 ปีรวม 6 ปี 6 เดือนลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 กึ่งหนึ่งคงจำคุกจำเลยที่ 2 ไว้ 3 ปี3 เดือนของกลางริบ จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบา ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานมีฝิ่นดิบจำคุก 6 เดือนฐานมีมูลฝิ่นจำคุก 6 เดือนรวมจำคุก 1 ปีจำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 กึ่งหนึ่งจำคุก6 เดือนรวมกับความผิดฐานเสพฝิ่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นคงจำคุก9 เดือนนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่าปรากฏว่าที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานมีฝิ่นดิบจำคุก 6 เดือนและฐานมีมูลฝิ่นจำคุก 6 เดือนนั้นเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายกล่าวคือความผิดฐานมีฝิ่นและมีมูลฝิ่นในคดีนี้ต้องบังคับตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2528 ซึ่งมาตรา 10 ของพระราชบัญญัติดังกล่าวได้บัญญัติว่าในขณะที่ไม่มีประกาศให้ฝิ่นมูลฝิ่นหรือพันธุ์ฝิ่นเป็น ยาเสพติด ให้โทษประเภทใดให้ฝิ่นหรือมูลฝิ่นตามกฎหมายว่าด้วยฝิ่นเป็น ยาเสพติด ให้โทษประเภท 2ตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษพ.ศ.2522 มาตรา 7 ดังนั้นการที่จำเลยมีฝิ่นดิบและมีมูลฝิ่นจึงเป็นความผิดต่อกฎหมายมาตราเดียวกันตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษพ.ศ.2522 มาตรา 69 วรรคหนึ่งจึงต้องลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานมีฝิ่นดิบและมูลฝิ่นเพียงกรรมเดียวที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยที่ 2 ทั้งฐานมีฝิ่นดิบและฐานมีมูลฝิ่นเป็น 2 กรรมจึงไม่ชอบซึ่งแม้ไม่มีฝ่ายใดฎีกาศาลฎีกาย่อมมีอำนาจแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษพ.ศ.2522 มาตรา 17, 69 วรรคหนึ่งฐานมีฝิ่นดิบกับมูลฝิ่นจำคุก 6 เดือนจำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 กึ่งหนึ่งจำคุก 3 เดือนเมื่อรวมกับความผิดฐานเสพฝิ่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คงจำคุก 6 เดือนนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4730/2530 พนักงานอัยการจังหวัดหนองคาย โจทก์ นายสมคิด ไชยปัญญา กับพวก จำเลย ป.อ. ม. 90 , ม. 91 พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 7 , ม. 17 , ม. 69 ป.วิ.อ. ม. 195 , ม. 225