ฎีกาที่ 1394/2521
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
สำเนาเอกสารที่คู่ความฝ่ายที่อ้างอิงจะต้องส่งให้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งก่อนวันนัดสืบพยานไม่น้อยกว่า 3 วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 40 นั้น หมายถึงสำเนาเอกสารที่คู่ความอ้างอิงเป็นพยานหลักฐาน มิใช่หมายถึงคำแปลหรือสำเนาคำแปลเอกสาร ทั้งมาตรา 46 มิได้บัญญัติให้คู่ความฝ่ายที่อ้างอิงเอกสารที่เป็นภาษาต่างประเทศ ส่งคำแปลหรือสำเนาคำแปลให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง เมื่อโจทก์ส่งสำเนากรมธรรม์ประกันภัยให้จำเลย พร้อมกับสำเนาฟ้อง และได้ยื่นคำแปลกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าว โดยมีคำรับรองมายื่นต่อศาลชั้นต้นเพื่อแนบไว้กับต้นฉบับแล้ว ศาลย่อมรับฟังกรมธรรม์ประกันภัยเป็นพยานหลักฐานของโจทก์ได้ แม้จำเลยที่ 2 จะให้การไว้ว่าจำเลยที่ 2 ประกันภัยค้ำจุน บ. มิใช่ประกันค้ำจุน จำเลยที่ 1 และ บ.ไม่ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่ศาลชั้นต้นมิได้กำหนดข้อต่อสู้ดังกล่าวของจำเลยที่ 2 ไว้เป็นประเด็น และจำเลยที่ 2 มิได้โต้แย้งคัดค้านการกำหนดประเด็นของศาลชั้นต้นไว้ ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 2 จึงไม่เป็นประเด็นแห่งคดีจะยกขึ้นต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์ฎีกาไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแห่ง มาตรา 226, 249 (อ้างคำพิพากษาฎีกาที่ 2170/2516)
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ได้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก.ท. ฒ-8863 ไว้ จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก.ท. ฆ-0954 ด้วยความ ประมาท เป็นเหตุให้ชนรถ ก.ท. ฒ-8863 ซึ่งวิ่งสวนทางมา ทำให้ผู้ขับขี่รถยนต์หมายเลขทะเบียน ก.ท. ฒ-8863 ถึงแก่ความตายและรถยนต์เสียหาย จำเลยที่ 2 เป็นผู้ประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก.ท. ฆ-0954 ไว้ จึงขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหาย จำเลยที่ 1 ให้การว่าภาพถ่ายกรมธรรม์ประกันภัยท้ายฟ้องมิได้เป็นเอกสารภาษาไทย จำเลยที่ 1 ไม่เข้าใจข้อกล่าวหาฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ตามสัญญาประกันภัยอยู่แล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 มิได้นำรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก.ท. ฆ-0954 มาประกันไว้กับจำเลยที่ 2 จำเลยย่อมรับผิดต่อผู้เอาประกันภัยและตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 เท่านั้น ผู้ขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ก.ท. ฒ-8863 ประมาท มากกว่าจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิด ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ด้วยความ ประมาท รถที่จำเลยที่ 1 ขับมีชื่อนางบุญศรีภริยาจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของ และนางบุญศรีเอาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ดังกล่าวโดยได้รับอนุญาตจากผู้เอาประกันภัยแล้ว จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย โจทก์รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก.ท. ฒ-8863 ไว้ และได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่เจ้าของแล้ว โจทก์ย่อมรับช่วงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองได้ แม้จะฟังว่าโจทก์ไม่ได้ส่งคำแปลกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่จำเลยที่ 2 ก็ไม่เป็นการต้องห้ามมิให้รับฟัง เพราะโจทก์ส่งคำแปลต่อศาลแล้ว ไม่มีกฎหมายกำหนดให้โจทก์ต้องส่งคำแปลให้จำเลย พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินพร้อมด้วยดอกเบี้ยให้โจทก์ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่าที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้ส่งคำแปลกรมธรรม์ประกันภัยให้จำเลยซึ่งขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 ประกอบด้วยมาตรา 46 จึงรับฟังกรมธรรม์ประกันภัยเป็นพยานหลักฐานไม่ได้นั้น สำเนาเอกสารที่คู่ความฝ่ายที่อ้างอิงเอกสารจะต้องส่งให้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งก่อนวันนัดสืบพยานไม่น้อยกว่า 3 วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 40 นั้น หมายถึงสำเนาของเอกสารที่คู่ความอ้างอิงเป็นพยานหลักฐาน มิใช่หมายถึงคำแปลหรือสำเนาคำแปลเอกสาร และในคดีที่คู่ความอ้างอิงเอกสารที่เป็นภาษาต่างประเทศเป็นพยานหลักฐานนั้น กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา46 วรรค 3 บัญญัติให้ศาลสั่งคู่ความฝ่ายที่อ้างและส่งเอกสารที่เป็นภาษาต่างประเทศทำคำแปลทั้งฉบับ หรือเฉพาะแต่ส่วนสำคัญโดยมีคำรับรองมายื่น เพื่อแนบไว้กับต้นฉบับเท่านั้น มิได้บัญญัติให้คู่ความฝ่ายที่อ้างอิงเอกสารที่เป็นภาษาต่างประเทศส่งคำแปลหรือสำเนาคำแปลให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง เมื่อโจทก์ส่งสำเนากรมธรรม์ประกันภัยให้จำเลยพร้อมกับสำเนาฟ้อง และได้ยื่นคำแปลกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวต่อศาลชั้นต้น โยมีคำรับรองมายื่นเพื่อแนบไว้กับต้นฉบับแล้ว ศาลย่อมรับฟังกรมธรรม์ประกันภัยเป็นพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าจำเลยที่ 2 ประกันภัยค้ำจุนนางบุญศรี มิใช่ประกันภัยค้ำจุนจำเลยที่ 1 และนางบุญศรีไม่ต้องรับผิด จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 นั้น แม้จะฟังว่าจำเลยที่ 2 ระบุข้อที่จำเลยที่ 2 ฎีกาไว้ในคำให้การของจำเลยที่ 2 แล้ว แต่ศาลชั้นต้นมิได้กำหนดข้อต่อสู้ดังกล่าวของจำเลยที่ 2 ไว้เป็นประเด็น การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นไว้อย่างไรนั้น เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น หากจำเลยที่ 2 ประสงค์จะอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่กำหนดข้อต่อสู้ดังกล่าวของจำเลยที่ 2 ไว้เป็นประเด็น จำเลยที่ 2 จะต้องโต้แย้งคัดค้านการกำหนดประเด็นของศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาควาแพ่ง มาตรา 226 แต่จำเลยที่ 2 มิได้คัดค้านการกำหนดประเด็นของศาลชั้นต้นไว้ ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 2 ที่ว่าจำเลยที่ 2 ประกันภัยค้ำจุนนางบุญศรีมิใช่ประกันภัยค้ำจุนจำเลยที่ 1 และนางบุญศรีไม่ต้องรับผิดจำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 จึงไม่เป็นประเด็นแห่งคดี จำเลยที่ 2 จะยกข้อต่อสู้ดังกล่าวที่ไม่เป็นประเด็นแห่งคดีนั้นต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์ฎีกาไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 , 249 ตามนัยแห่งคำพิพากษาฎีกาที่ 2170/2516 ระหว่างนายไพศาล นิลคำ กับพวกโจทก์ นายเซี่ยงกัง แซ่โพ้ว กับพวก จำเลย ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉับฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1394/2521 บริษัทประกันคุ้มภัย จำกัด ฯ โจทก์ นายทวีสิน วงษ์เมธินทร์ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 887 ป.วิ.พ. ม. 46 , ม. 90 , ม. 183 , ม. 226 , ม. 249