ฎีกาที่ 996/2518
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
- ต้นทาง
พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พระพุทธศักราช 2465 มาตรา 4 ทวิ
พ.ศ. 2504 · ตรงจากแหล่ง
เฮโรอินหรือเกลือของเฮโรอินเป็นยาเสพติดให้โทษซึ่งต้องห้ามโดยเด็ดขาด มิให้ผู้ใดนำหรือส่งเข้ามาในหรือออกนอกราชอาณาจักร ประดิษฐ์ มีไว้ ซื้อ ขาย จำหน่าย จ่ายแจก หรือใช้ไม่ว่าเพื่อบำบัดโ...
- ต้นทาง
พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พระพุทธศักราช 2465 มาตรา 20 ทวิ
พ.ศ. 2504 · ตรงจากแหล่ง
ภายใต้บังคับมาตรา 23 ผู้ใดขาย จำหน่ายหรือจ่ายแจกหรือมีไว้เพื่อขาย จำหน่ายหรือจ่ายแจก ซึ่งยาเสพติดให้โทษชนิดใด ๆ โดยฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดื...
ย่อสั้น
โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยบังอาจกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน โดยมีเฮโรอีนไฮโดรคลอไรด์ซึ่งเป็นเกลือของเฮโรอีนอันเป็น ยาเสพติด ให้โทษไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่าย และได้บังอาจจำหน่าย ยาเสพติด ให้โทษดังกล่าวแล้วอีกจำนวนหนึ่งให้แก่ผู้มีชื่อด้วย จำเลยให้การรับสารภาพ โจทก์สืบพยานประกอบคำรับสารภาพได้ความว่าจำเลยมีเฮโรอีนไว้เพื่อจำหน่ายจำนวนหนึ่งและจำหน่ายเฮโรอีนอีกจำนวนหนึ่ง ดังนี้การกระทำของจำเลยแยกได้เป็น 2 กระทง แต่ละกระทงเป็นความผิดตามกฎหมายถึงแม้ว่ากฎหมายจะบัญญัติความผิดดังกล่าวไว้ในมาตราเดียวกัน แต่การกระทำความผิดอาจแยกเป็นกระทงๆได้ ซึ่งแล้วแต่ข้อเท็จจริงแห่งคดีและการบรรยายฟ้องของโจทก์ประกอบกัน จำเลยกระทำความผิดหลังจากที่ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11 มีผลใช้บังคับแล้วตามประกาศดังกล่าวข้อ 2 ได้แก้ไขยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 โดยให้ลงโทษผู้กระทำการอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปแม้โจทก์จะมิได้อ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 มาในคำขอท้ายฟ้อง แต่โจทก์ก็ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรม ดังนั้น ศาลมีอำนาจเรียงกระทงลงโทษจำเลยฐานมีเฮโรอีนไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเฮโรอีนได้
ย่อยาว
โจทก์ฟ้อง จำเลยให้การรับสารภาพ โจทก์สืบพยานประกอบคำรับสารภาพข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองบังอาจกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน โดยร่วมกันมีเฮโรอีนไฮโดรคลอไรด์ซึ่งเป็นเกลือของเฮโรอีนอันเป็น ยาเสพติด ให้โทษไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายและได้บังอาจร่วมกันจำหน่าย ยาเสพติด ให้โทษดังกล่าวแล้วอีกจำนวนหนึ่งให้แก่ผู้มีชื่อด้วย ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยกระทำผิดพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ มาตรา 20 ทวิ หลายบทหลายกระทง ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลดมาตราส่วนโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำคุกฐานมี ยาเสพติด ให้โทษไว้เพื่อจำหน่ายคนละ 2 ปี 6 เดือน ฐานจำหน่าย ยาเสพติด ให้โทษคนละ 2 ปี 6 เดือน รวมโทษจำคุก 5 ปีจำเลยรับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุกคนละ 2 ปี 6 เดือน ริบของกลาง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ พ.ศ. 2465 มาตรา 20 ทวิ กระทงเดียว ลดมาตราส่วนโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75จำคุกคนละ 2 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุกคนละ 1 ปี 3 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาว่าศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยทั้งสองฐานมีเฮโรอีนไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายกระทงหนึ่ง และฐานจำหน่ายเฮโรอีนอีกกระทงหนึ่งได้หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยทั้งสองมีเฮโรอีนไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายจำนวน 5.64 กรัมและจำเลยทั้งสองจำหน่ายเฮโรอีนอีกจำนวนหนึ่งให้แก่ผู้อื่น ดังนั้นเฮโรอีนที่จำเลยทั้งสองจำหน่ายไปมิใช่เฮโรอีนที่จำเลยทั้งสองมีไว้เพื่อจำหน่ายแต่เป็นเฮโรอีนคนละจำนวนกัน เฮโรอีนที่มีไว้เพื่อจำหน่ายจำนวน 5.64 กรัมได้มาเป็นของกลาง แต่เฮโรอีนที่จำเลยทั้งสองจำหน่ายไปอีกจำนวนหนึ่งไม่ได้มาเป็นของกลางได้เงินสด 174บาทที่ได้จากการจำหน่ายเฮโรอีนนั้นมาเป็นของกลาง โจทก์ได้บรรยายฟ้องชัดเจนว่าเฮโรอีนที่จำเลยทั้งสองมีไว้เพื่อจำหน่ายนั้นจำนวนหนึ่ง และเฮโรอีนที่จำเลยทั้งสองจำหน่ายไปให้แก่ผู้อื่นนั้นมีอีกจำนวนหนึ่ง เพื่อแสดงว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน เห็นว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองแยกได้เป็น 2 กระทง แต่ละกระทงเป็นความผิดตามกฎหมาย ถึงแม้ว่ากฎหมายจะบัญญัติความผิดดังกล่าวไว้ในมาตราเดียวกัน แต่การกระทำความผิดอาจแยกเป็นกระทง ๆ ได้ ซึ่งแล้วแต่ข้อเท็จจริงแห่งคดีและการบรรยายฟ้องของโจทก์ประกอบกัน จากข้อเท็จจริงในคดีปรากฏว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดหลังจากที่ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2514 มีผลใช้บังคับแล้ว ตามประกาศดังกล่าว ข้อ 2 ได้แก้ไขยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 โดยให้ลงโทษผู้กระทำการอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป แม้คดีนี้โจทก์จะมิได้อ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 มาในคำขอท้ายฟ้อง แต่โจทก์ก็ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรม ดังนั้นศาลมีอำนาจเรียงกระทงลงโทษจำเลยทั้งสองฐานมีเฮโรอีนไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเฮโรอีนได้ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ พ.ศ. 2465 มาตรา 4 ทวิ และมาตรา 20 ทวิ พระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2504 มาตรา 4และมาตรา 6 ให้ลงโทษเรียงกระทงความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานจำหน่ายเฮโรอีนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แก้ไขโดยประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 11 ข้อ 2 ส่วนการกำหนดโทษและลดโทษนั้นให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ของกลางริบ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 996/2518 พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ โจทก์ นายติ๊ก ช้างทอง ที่ 1 นายวิจิตร วัดจินดา ที่ 2 จำเลย พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 4ทวิ , ม. 20ทวิ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2504 ม. 4 , ม. 6 ป.อ. ม. 91 ป.วิ.อ. ม. 192 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11 ข้อ 2