ฎีกาที่ 2360/2518
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
- ต้นทาง
พระราชบัญญัติการขนส่ง พ.ศ. 2497 มาตรา 10
พ.ศ. 2497 · ตรงจากแหล่ง
ห้ามมิให้บุคคลใดประกอบการขนส่งเพื่อสินจ้างหรือเพื่อกิจการค้าของตนเองด้วยเครื่องอุปกรณ์การขนส่ง ดังต่อไปนี้ (1) รถยนตร์รวมตลอดถึงรถพ่วง (2) ล้อเลื่อน (3) ยานพาหนะที่เดินบนราง (4) เร...
- ต้นทาง
พระราชบัญญัติการขนส่ง พ.ศ. 2497 มาตรา 14
พ.ศ. 2497 · ตรงจากแหล่ง
ห้ามมิให้ผู้ได้รับใบอนุญาตการขนส่งสาธารณเข้าทำการขนส่งในเส้นทางใดในลักษณะที่เป็นการแข่งขันกับผู้ได้รับใบอนุญาตการขนส่งประจำทางในเส้นทางนั้น
- ต้นทาง
พระราชบัญญัติการขนส่ง พ.ศ. 2497 มาตรา 59
พ.ศ. 2497 · ตรงจากแหล่ง
ให้รัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดสถานที่ที่จะใช้เป็นสถานขนส่ง และให้มีอำนาจกำหนดประเภทหรือชนิดของยานพาหนะที่จะต้องใช้สถานขนส่งนั้นเป็นที่หยุดหรือจอดเพื่อการขนส่ง ทั้งนี้ ให้ประกาศในราชกิจจาน...
- ต้นทาง
พระราชบัญญัติการขนส่ง พ.ศ. 2497 มาตรา 60
พ.ศ. 2497 · ตรงจากแหล่ง
ให้อธิบดีมีอำนาจกำหนด (1) ค่าบริการที่ผู้ประกอบการขนส่งจะต้องชำระให้แก่สถานีขนส่ง (2) ระเบียบปฏิบัติการใช้สถานขนส่ง
ย่อสั้น
จำเลยที่ 1 นำรถยนต์อันเป็นเครื่องอุปกรณ์การขนส่งจำนวน 3 คันออกวิ่งรับส่งคนโดยสารและเก็บค่าโดยสาร โดยนำรถยนต์คันหนึ่งซึ่งได้รับใบอนุญาตการขนส่งสาธารณะออกวิ่งทับเส้นทางรถประจำทางในสัมปทานของบริษัทอื่นซึ่งเป็นลักษณะของการแข่งขัน เป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติการขนส่ง พ.ศ. 2497 มาตรา 14 และนำรถยนต์อีกสองคันซึ่งเป็นรถที่สังกัดอยู่ในสัมปทานรถประจำทางของจำเลยที่ 1 ออกวิ่งนอกเส้นทางที่กำหนด อันเป็นความผิดตามมาตรา 10 ดังนี้ รถยนต์โดยสารแต่ละคันเป็นองค์สำคัญแห่งความผิด การขนส่งของรถแต่ละคันเป็นความผิดต่างหากจากกัน จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2515 เวลากลางวัน จำเลยทั้ง 5 ได้ร่วมกันกระทำผิดต่อพระราชบัญญัติการขนส่ง พ.ศ. 2497 ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการขนส่ง พ.ศ. 2497 มาตรา 10,14,59,60 พระราชกฤษฎีกาให้ใช้พระราชบัญญัติการขนส่ง พ.ศ. 2497 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งประจำทางด้วยรถยนต์โดยสาร พ.ศ. 2507 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยทั้ง 5 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า รถยนต์ของจำเลยที่ 1 หมายเลข ช.ย.00626 และ ช.ย.00542 เป็นรถยนต์ที่ได้รับใบอนุญาตการขนส่งประจำทางเส้นทางสายอื่น แต่กลับติดป้ายรับส่งคนโดยสารและทำการขนส่งเพื่อสินจ้าง จึงเป็นความผิดฐานประกอบการขนส่งโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน ส่วนรถยนต์คันหมายเลข ช.ย.00647 ได้รับใบอนุญาตขนส่งสาธารณะวิ่งทับเส้นทางของบริษัทอื่นเป็นการแข่งขัน พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติการขนส่ง พ.ศ. 2497 มาตรา 10,14,59,60 พระราชกฤษฎีกาให้ใช้พระราชบัญญัติการขนส่ง พ.ศ. 2507 มาตรา 4 สำหรับความผิดตามมาตรา 10 (และมาตรา 59) ให้เรียงกระทงลงโทษปรับกระทงละ 500 บาท ส่วนความผิดตามมาตรา 14(และมาตรา 60) ปรับคนละ 500 บาท ข้อหาสำหรับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ให้ยก เพราะไม่มีส่วนร่วมรู้เห็น จำเลยที่ 1 ที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องกับศาลชั้นต้น แต่เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำความผิดคราวเดียวและกรรมเดียว เป็นความผิดกระทงเดียว แต่ผิดกฎหมายหลายบท พิพากษาแก้ให้ลงโทษบทหนักที่สุดตามมาตรา 10,59 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับคนละ 1,500 บาท โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษเป็นกระทงความผิด ข้อเท็จจริงฟังได้ยุติว่า รถยนต์ของจำเลยที่ 1 อันเป็นเครื่องอุปกรณ์การขนส่งซึ่งถูกนำไปใช้ในการกระทำผิดมีอยู่ 3 คัน รถคันหมายเลข ช.ย.00647 เป็นรถรับจ้างพิเศษโดยได้รับใบอนุญาตการขนส่งสาธารณะ ต้องวิ่งรับจ้างในลักษณะเหมาทั้งคัน แต่กลับไปวิ่งรับคนโดยสารและเก็บค่าโดยสารเป็นการทับเส้นทางการรถประจำทางในสัมปทานของบริษัทอื่นซึ่งเป็นลักษณะของการแข่งขัน จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติการขนส่ง พ.ศ. 2497 มาตรา 14 ส่วนรถอีก 2 คันเป็นรถที่สังกัดอยู่ในสัมปทานรถประจำทางของจำเลยที่ 1 ซึ่งต้องวิ่งในเส้นทางชัยภูมิห้วยหว้า แต่กลับวิ่งรับส่งคนโดยสารและเก็บค่าโดยสารนอกเส้นทางที่กำหนด จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อความในมาตรา 10 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามมาตรา 4 เกี่ยวกับบทนิยามคำว่าการขนส่งและเครื่องอุปกรณ์การขนส่ง กับมาตรา 10 และมาตรา 14 นั้น เมื่อพิจารณาถึงความมุ่งหมายตลอดจนความในพระราชกฤษฎีกาที่โจทก์อ้างอิงแล้ว เห็นได้ว่ากฎหมายประสงค์ควบคุมการขนส่งคนโดยสารโดยรถยนต์โดยสาร เพื่อป้องกันมิให้เกิดการแก่งแย่งกับรถโดยสารประจำทาง ซึ่งจะทำให้เกิดอุบัติเหตุยังความเสียหายต่อทรัพย์สินและชีวิตของบุคคลทั่วไป ฉะนั้น รถยนต์โดยสารแต่ละคันย่อมเป็นองค์สำคัญแห่งความผิด กล่าวคือ เมื่อออกรับคนโดยสารเพื่อเก็บค่าโดยสารไม่ว่าในเส้นทางใด ต้องถือว่าการขนส่งของรถแต่ละคันเป็นความผิดต่างหากจากกัน หาใช่เป็นการร่วมกระทำความผิดระหว่างรถทุกคันอย่างใดไม่ย่อมได้ชื่อว่าเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ต้องลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป พิพากษาแก้ให้ บังคับคดี ไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นทุกประการ (เสถียร ลิมปิษเฐียร วิทูร เทพพิทักษ์ ศิริ อติโพธิ) ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2360/2518 พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ โจทก์ บริษัทสุรชัยขนส่ง จำกัด โดยนายสุระ ชัยวิรัตน์ กรรมการผู้จัดการ กับพวกรวม 5 คน จำเลย ป.อ. ม. 90 , ม. 91 พ.ร.บ.การขนส่ง พ.ศ.2497 ม. 10 , ม. 14 , ม. 59 , ม. 60