ฎีกาที่ 1333/2516
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
- ต้นทาง
พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พระพุทธศักราช 2465 มาตรา 4
พ.ศ. 2465 · ตรงจากแหล่ง
พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับแก่ยาต่อไปนี้ (1) ฝิ่นยา (2) บรรดาอัลกาลอยด์ (Alkaloids) ของฝิ่น รวมทั้งวัตถุที่แปรธาตุมาจากอัลกาลอยด์ และบรรดาเกลืออันประกอบขึ้นจากอัลกาลอยด์ (3) ใบโคค...
- ต้นทาง
พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พระพุทธศักราช 2465 มาตรา 4 ทวิ
พ.ศ. 2504 · ตรงจากแหล่ง
เฮโรอินหรือเกลือของเฮโรอินเป็นยาเสพติดให้โทษซึ่งต้องห้ามโดยเด็ดขาด มิให้ผู้ใดนำหรือส่งเข้ามาในหรือออกนอกราชอาณาจักร ประดิษฐ์ มีไว้ ซื้อ ขาย จำหน่าย จ่ายแจก หรือใช้ไม่ว่าเพื่อบำบัดโ...
- ต้นทาง
พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พระพุทธศักราช 2465 มาตรา 20 ตรี
พ.ศ. 2504 · ตรงจากแหล่ง
ภายใต้บังคับมาตรา 23 ผู้ใดซื้อ รับเอาหรือมีไว้ซึ่งยาเสพติดให้โทษชนิดใด ๆ โดยฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงห้าปี และปรับไม่เกินสองพันบาท ถ้า...
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พระพุทธศักราช 2465 มาตรา 22
พ.ศ. 2504 · effective_date
ผู้ใดเสพ รับเข้าร่างกายหรือใช้ด้วยวิธีอื่นใด ซึ่งยาเสพติดให้โทษชนิดใด ๆ โดยฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสิบปี และปรับไม่เกินห้าพันบาท ถ้ายา...
- ต้นทาง
พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พระพุทธศักราช 2465 มาตรา 26
พ.ศ. 2502 · ตรงจากแหล่ง
ผู้ใดต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกเพราะกระทำความผิดต่อพระราชบัญญัตินี้ ถ้าและได้กระทำความผิดต่อพระราชบัญญัตินี้อีกในระหว่างต้องรับโทษอยู่ก็ดี ภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษก็ด...
- ต้นทาง
พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พระพุทธศักราช 2465 มาตรา 29
พ.ศ. 2504 · ตรงจากแหล่ง
บรรดาเครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะและวัตถุอื่น ซึ่งบุคคลได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับเฮโรอินหรือเกลือของเฮโรอินอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ริบเสียทั้งสิ้นโดยไม่ต้องคำน...
ย่อสั้น
ฟ้องโจทก์บรรยายไว้ชัดเจนว่า จำเลยได้บังอาจเสพเฮโรอีนอันเป็น ยาเสพติด ให้โทษชนิดต้องห้ามโดยเด็ดขาด ซึ่งไม่ทราบจำนวน รับเข้าร่างกายด้วยการสูบ และตามวันเวลาดังกล่าวจำเลยได้มีไว้ในความครอบครองซึ่งเฮโรอีนอันเป็น ยาเสพติด ให้โทษชนิดต้องห้ามโดยเด็ดขาดซึ่งเหลือจากที่จำเลยเสพแล้วไว้ในความครอบครองของจำเลย ฯลฯ จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นการยอมรับข้อกล่าวหาของโจทก์ว่าจำเลยเสพเฮโรอีน และมีเฮโรอีนที่เหลือจากการเสพไว้ในความครอบครองจริง ทั้ง 2 กระทงความผิดเป็นความผิดที่แยกกันได้ เพราะข้อหาฐานมีเฮโรอีนนั้นโจทก์มุ่งถึงเฮโรอีนซึ่งจำเลยมีอยู่หลังจากได้เสพไปบ้างแล้ว มิใช่เฮโรอีนที่จำเลยทั้งสองได้เสพไปแล้วซึ่งจะต้องมีอยู่จึงจะเสพได้จึงลงโทษจำเลยทั้งสองฐานได้ เสพเฮโรอีนและมีเฮโรอีนที่เหลือจากการเสพไว้ในความครอบครอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เป็นกระทงความผิด เมื่อจำเลยกระทำความผิดภายหลังวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 11 มีผลใช้บังคับแล้ว ต้องลงโทษจำเลยเป็นรายกระทงความผิด
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2515 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองได้บังอาจเสพเฮโรอีนอันเป็น ยาเสพติด ให้โทษชนิดต้องห้ามโดยเด็ดขาด ซึ่งไม่ทราบจำนวนรับเข้าร่างกายด้วยการสูบ และตามวันเวลาดังกล่าวจำเลยทั้งสองได้บังอาจร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งเฮโรอีนอันเป็น ยาเสพติด ให้โทษชนิดต้องห้ามโดยเด็ดขาด ซึ่งเหลือจากที่จำเลยเสพแล้วไว้ในความครอบครองของจำเลยทั้งสองร่วมกัน 1 ห่อ หนัก 200 มิลลิกรัม ราคา 6 บาท โดยฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ ขอให้ลงโทษจำเลยและเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ พ.ศ. 2465 มาตรา 4, 4 ทวิ, 20 ตรี, 22, 29 พระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2504 มาตรา 4, 7, 8, 12 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514 ข้อ 2 พระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2502 มาตรา 8 และสั่งริบของกลาง จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 1 รับข้อเคยต้องโทษและพ้นโทษ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามบทกฎหมายที่โจทก์ฟ้องการที่จำเลยมีเฮโรอีนไว้เพื่อเสพถือว่าเป็นกรรมเดียวกัน จึงไม่เรียงกระทงลงโทษตามที่โจทก์ขอ ให้ลงโทษตามมาตรา 8 ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งเป็นจำคุก 3 ปี มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงเหลือจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปีริบของกลาง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดทั้งฐานมีและฐานเสพเฮโรอีนและต้องเรียงกระทงลงโทษ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์บรรยายไว้ชัดเจนว่าจำเลยทั้งสองได้บังอาจเสพเฮโรอีนอันเป็น ยาเสพติด ให้โทษชนิดต้องห้ามโดยเด็ดขาดซึ่งไม่ทราบจำนวน รับเข้าร่างกายด้วยการสูบ และตามวันเวลาดังกล่าวจำเลยทั้งสองนี้ได้ร่วมกันมีไว้ในความครอบครองซึ่งเฮโรอีนเป็น ยาเสพติด ให้โทษชนิดต้องห้ามโดยเด็ดขาดซึ่งเหลือจากที่จำเลยเสพแล้ว 1 ห่อ มีน้ำหนัก 200 มิลลิกรัม ฯลฯ จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นการยอมรับข้อกล่าวหาของโจทก์ว่าจำเลยทั้งสองเสพเฮโรอีนและจำเลยทั้งสองร่วมกันมีเฮโรอีนที่เหลือจากการเสพไว้ในความครอบครองจริง ทั้ง 2 กระทงความผิดเป็นความผิดที่แยกกันได้เพราะข้อหาฐานมีเฮโรอีนนั้นโจทก์มุ่งถึงเฮโรอีนซึ่งจำเลยมีอยู่หลังจากได้เสพไปบ้างแล้ว มิใช่เฮโรอีนที่จำเลยได้เสพไปแล้วซึ่งจะต้องมีเฮโรอีนอยู่จึงจะเสพได้ จึงลงโทษจำเลยทั้งสองในฐานมีเฮโรอีนไว้ในความครอบครองอันเป็น ยาเสพติด ให้โทษชนิดต้องห้าม โดยเด็ดขาดได้อนึ่ง จำเลยกระทำความผิดภายหลังวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11 ซึ่งประกาศ ณ วันที่ 21 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2514 มีผลใช้บังคับแล้ว ซึ่งตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ข้อ 2 ให้ยกเลิกความในมาตรา 91 แห่งประมวลกฎหมายอาญา แล้วบัญญัติขึ้นใหม่แทนให้ศาลลงโทษผู้ที่ได้กระทำการอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป คดีนี้จึงต้องลงโทษจำเลยเป็นรายกระทงความผิด และปรากฏว่าศาลล่าง ทั้งสองพิพากษาอ้างบทมาตราที่ยกขึ้นปรับลงโทษจำเลยมายังไม่ถูกต้องด้วย จึงพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานเสพเฮโรอีนอันเป็น ยาเสพติด ให้โทษชนิดต้องห้ามโดยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ พระพุทธศักราช 2465 มาตรา 4 ทวิมาตรา 22 พระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2504มาตรา 4, 8 กระทงหนึ่ง ให้จำคุกจำเลยคนละ 2 ปี และจำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันมีเฮโรอีนอันเป็น ยาเสพติด ให้โทษชนิดต้องห้ามโดยเด็ดขาด ตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ พระพุทธศักราช 2465มาตรา 4 ทวิ มาตรา 20 ตรี พระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ (ฉบับที่ 4)พ.ศ. 2504 มาตรา 4, 7 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 อีกกระทงหนึ่งให้จำคุกจำเลยคนละ 1 ปี รวมโทษ 2 กระทง เป็นจำคุกจำเลยคนละ 3 ปีเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ พระพุทธศักราช2465 มาตรา 26 ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ(ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2502 มาตรา 8 กึ่งหนึ่ง เป็นโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นเหตุบรรเทาโทษปรานีลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงเหลือโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 3 เดือน และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้นี้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1333/2516 พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี โจทก์ นายหรั่ง ทำสุด กับพวก จำเลย พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 4 ทวิ , ม. 20ตรี , ม. 22 ป.อ. ม. 91 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11 ข้อ 2