ฎีกาที่ 897/2515
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาไว้แล้ว ต่อมาได้ฟ้องในทางแพ่งเป็นอีกคดีหนึ่ง แล้วได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในคดีแพ่งโดยมิได้มีข้อความว่า โจทก์จำเลยตกลงยอมความคดีส่วนอาญาที่ได้ยื่นฟ้องไว้แล้วนั้นด้วย และที่จำเลยอ้างว่าเมื่อจะทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันนั้น โจทก์ก็รับว่าจะถอนคดีส่วนอาญาให้ด้วย ความข้อนี้ก็ไม่ปรากฏในสำนวน ดังนี้ คดีอาญาที่ได้ยื่นฟ้องไว้แล้วนั้นยังหาระงับไปด้วยไม่
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยนำความเท็จไปหลอกโจทก์ว่าจำเลยมีที่ดินมีโฉนดพร้อมด้วยตึกสองชั้นปลูกบนที่ดิน ไม่มีภาระผูกพันใด ๆจะขายให้ โจทก์หลงเชื่อรับซื้อไปความจริงจำเลยได้เอาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไปจำนองธนาคารไว้ก่อนที่จะนำมาขายโจทก์ ทั้งยังถูกยึดขายทอดตลาดตามหมายของศาลด้วย เหตุเกิดที่ตำบลสามเสนในอำเภอพญาไท จังหวัดพระนคร ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 กับให้คืนเงินมัดจำ 90,000 บาทพร้อมด้วยค่าเสียหาย 800,000 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7ครึ่งต่อปี จากต้นเงิน 890,000 บาท จากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเงินมัดจำและค่าเสียหายให้ครบถ้วน ระหว่างนัดไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ขอถอนคดีส่วนแพ่งไปฟ้องเป็นอีกคดีหนึ่งต่างหาก ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วสั่งประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธและต่อสู้ว่าฟ้องเคลือบคลุม ระหว่างพิจารณา โจทก์จำเลยแถลงรับกันว่าเมื่อโจทก์ถอนฟ้องคดีส่วนแพ่งแล้ว โจทก์ยื่นฟ้องคดีส่วนแพ่งต่อศาลแพ่งแล้วตกลงประนีประนอมยอมความกันศาลมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว ศาลชั้นต้นจึงงดสืบพยานโจทก์และจำเลย วินิจฉัยว่าคดีนี้เป็นความผิดอันยอมความได้จำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความใช้เงินให้โจทก์แล้วสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2) พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า สัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งมิได้กล่าวถึงคดีอาญาเลย ทั้งไม่อาจอนุมานได้ว่าคู่กรณีมีเจตนาจะให้ข้อพิพาทในทางอาญาระงับไปด้วย สิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องจึงไม่ระงับพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า คดีส่วนแพ่งซึ่งโจทก์ได้ขอถอนจากคดีนี้แล้วไปฟ้องเป็นคดีใหม่ยังศาลแพ่งนั้น ได้เสร็จไปโดยโจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2513 ซึ่งศาลได้พิพากษาตามยอมแล้วในสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นมิได้มีข้อความว่าโจทก์จำเลยตกลงยอมความคดีส่วนอาญาที่ได้ยื่นฟ้องไว้แล้วด้วย คดีแพ่งกับคดีอาญาแม้เกิดจากการกระทำอันเดียวกัน ก็ยังเป็นคนละส่วนต่างหากจากกัน คดีอาญานี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐาน ฉ้อโกง ส่วนคดีแพ่งนั้นโจทก์ฟ้องเรียกเงินคืนและเรียกเอาค่าเสียหายจากจำเลยฐานละเมิดโดย ฉ้อโกง โจทก์ การที่โจทก์จำเลยประนีประนอมยอมความกันในคดีแพ่งโดยไม่ได้ตกลงเลิกคดีส่วนอาญาด้วยนั้นมีผลเพียงให้ไม่ต้องดำเนินคดีในทางแพ่งกันต่อไปเท่านั้น คดีอาญาที่ได้ยื่นฟ้องไว้แล้วจึงยังคงมีอยู่หาได้ระงับไปด้วยไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์เสนอขอยุติคดีหลายครั้งว่า หากจำเลยยอมคืนเงินมัดจำพร้อมด้วยค่าเสียหายให้โจทก์บ้าง โจทก์จะถอนฟ้องคดีนี้และตามคำร้องของจำเลยลงวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2510 ก็ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ เมื่อศาลสอบโจทก์ โจทก์ไม่คัดค้าน ถือได้ว่าโจทก์ยอมรับตามคำร้องของจำเลยนั้น ได้ตรวจดูแล้วปรากฏว่าคำร้องของจำเลยดังกล่าวหาได้มีข้อความดังที่จำเลยกล่าวอ้างนี้ไม่ คงมีแต่ขอเลื่อนคดีไปเพราะจำเลยมีเหตุที่จำเลยไม่อาจมาศาลได้ตามนัดเท่านั้น ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยประสงค์ที่จะขอให้ศาลแพ่งทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยให้มีข้อความในเรื่องการถอนฟ้องคดีอาญาให้แก่จำเลยด้วยศาลแพ่งไม่อาจทำได้เพราะไม่เกี่ยวกับประเด็นที่ฟ้องกันในทางแพ่ง จึงให้โจทก์จำเลยมาถอนคดีอาญากันต่างหาก ฝ่ายโจทก์ก็รับว่าจะถอนคดีส่วนอาญาให้จำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าข้อความนี้ไม่มีปรากฏในสำนวน ส่วนคำพิพากษาฎีกาที่จำเลยอ้างมานั้น รูปคดีไม่ตรงกับคดีนี้ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 897/2515 นางสาวอำไพ บุณยบุตร โจทก์ นายระบิล นานากุล จำเลย ป.วิ.อ. ม. 39 (2) ป.อ. ม. 341