ฎีกาที่ 1927/2514
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
จำเลยเป็นแต่เพียงผู้เสียหาย มิได้ขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการโจทก์ ดังนั้น ข้อเท็จจริงในคดีอาญาจึงไม่ผูกพันจำเลย
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ขับรถยนต์หมายเลข ก.ท.พ. 15533 โดยความ ประมาท เป็นเหตุให้ชนรถยนต์เลขทะเบียน ก.ท.ณ. 0185 ซึ่งนายสมยศขับสวนทางมามีนายนาวิน ค้าแหวน กับนายดารา สุภาวิทย์ นั่งมาด้วยโดยแรง เป็นเหตุให้นายดารา สุภาวิทย์ ถึงแก่ความตาย พนักงานอัยการได้ฟ้องนายสมยศต่อศาลอาญาฐานขับรถโดย ประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ศาลอาญาพิพากษาว่า นายสมยศมิได้กระทำผิดตามฟ้องพิพากษายกฟ้อง การขับรถโดย ประมาท ของจำเลยเป็นการละเมิดต่อนายดารา สุภาวิทย์ บุตรโจทก์ โจทก์ผู้เป็นมารดาและทายาทโดยชอบด้วยกฎหมายของนายดาราได้รับความเสียหาย จำเลยต้องรับผิดในมูลละเมิดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ คือ ค่าใช้จ่ายทำศพ 4,000 บาท ค่าขาดอุปการะเลี้ยงดูเดือนละ 200 บาท โจทก์คิดค่าเสียหายเพียง 10 ปี ปีละ 2,400 บาทเป็นเงิน 24,000 บาท รวมค่าเสียหาย 28,000 บาท ขอให้ศาลบังคับจำเลยใช้ค่าเสียหาย 28,000 บาท และดอกเบี้ยร้อยละ7 ครึ่งต่อปีตั้งแต่วันละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้เสียค่าฤชาธรรมเนียมค่าทนายความแทนโจทก์ จำเลยให้การว่า ที่รถชนกันนั้นไม่ใช่ความผิดของจำเลย นายดาราบุตรโจทก์ถึงแก่ความตายเพราะความ ประมาท ของนายสมยศ ศาลอาญาพิพากษายกฟ้องคดีนายสมยศนั้นจะถือว่า จำเลยเป็นฝ่ายละเมิดไม่ได้โจทก์มิได้อยู่ในความอุปการะของผู้ตาย แม้ผู้ตายจะเคยช่วยเหลือโจทก์ก็ไม่ถึงเดือนละ 200 บาท เงินค่าทำศพเรียกมากเกินสมควร โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ย โจทก์มิได้เสียหาย และไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าทำศพ 4,000 บาทกับดอกเบี้ยร้อยละ 7 ครึ่งต่อปีนับแต่วันทำละเมิด ส่วนค่าอุปการะเห็นสมควรให้จำเลยชดใช้ให้โจทก์เดือนละ 100 บาท เป็นเวลา 5 ปี รวมเป็นเงิน6,000 บาท กับดอกเบี้ยร้อยละ 7 ครึ่งต่อปีตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปให้ใช้ค่าทนายความ 500 บาทแทนโจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ เป็นว่า จำเลยไม่ต้องชำระดอกเบี้ยในจำนวนเงิน 6,000 บาท นอกจากนี้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยใช้ค่าทนายความ 200 บาทแทนโจทก์ จำเลยฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์ให้จำเลยแพ้คดีในประเด็นว่าจำเลยเป็นฝ่าย ประมาท โดยยกมาตรา 46 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาขึ้นวินิจฉัยว่าคำพิพากษาคดีอาญาดังกล่าวใช้ยันจำเลยได้นั้นเป็นการมิชอบ เพราะจำเลยไม่ได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว และข้อเท็จจริงไม่พอฟังว่าจำเลยกระทำละเมิด ขอให้ยกฟ้อง ศาลฎีกาพิจารณาเห็นว่า ประเด็นข้อแรกที่ว่า คำพิพากษาในคดีอาญาใช้ยันจำเลยได้หรือไม่นั้น ได้พิเคราะห์แล้ว ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1358/2510 ของศาลอาญาซึ่งพนักงานอัยการยื่นฟ้องนายสมยศ สาราจิตต์ เป็นจำเลยในข้อหาฐานขับรถยนต์โดย ประมาท ขนรถอื่นเป็นเหตุให้นายดารา สุภาวิทย์ ถึงแก่ความตาย ศาลอาญาพิพากษายกฟ้องและศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีถึงที่สุดแล้วนั้น นายพันธ์ ไชยนันท์ จำเลยในคดีนี้เป็นเพียงผู้เสียหาย มิได้ขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการโจทก์ ฉะนั้น การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คำพิพากษาในคดีอาญาจึงใช้ยันจำเลยนี้ได้ตามมาตรา 46 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และข้อเท็จจริงในคดีอาญามีผลผูกพันจำเลยในคดีแพ่งนี้ด้วยนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าไม่ถูกต้องเพราะจำเลยในคดีนี้มิได้เป็นคู่ความในคดีอาญาดังกล่าวนั้นด้วยฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าข้อเท็จจริงไม่พอฟังว่าจำเลยกระทำละเมิดนั้นเห็นว่า ตามพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบฟังได้ว่าจำเลยเป็นฝ่าย ประมาท คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 300 บาทแทนโจทก์ด้วย ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1927/2514 นางชลูด สุภาวิทย์ โจทก์ นายพันธ์ ไชยนันท์ จำเลย ป.วิ.อ. ม. 46