ฎีกาที่ 1760/2512
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
โจทก์ยื่นคำขอให้ศาลออกมายอายัดเงินหรือสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่จะได้รับชำระจากลูกหนี้ของจำเลยในคดีอื่นตามกฎหมาย การที่ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการอายัดเงินของลูกหนี้จำเลย โดยมิได้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 300 ,301 จะมีผลเป็นคำสั่งอายัดที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่นั้น เมื่อลูกหนี้ของจำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้านข้อนี้ ทั้งในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ประการใด จึงไม่มีประเด็นที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยให้เป็นโทษแก่โจทก์ผู้ยื่นคำขอให้ศาลออกหมายอายัด เพราะเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นแห่งคำฟ้องอุทธรณ์
ย่อยาว
คดีนี้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ฟ้องอย่างอนาถา ต่อมาโจทก์ได้ร้องขอเพิ่มเติมฟ้องและทุนทรัพย์ ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาต โดยมิได้มีการไต่สวนอนาถาอีก ตามฟ้องและฟ้องเพิ่มเติมมีในความว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญากัน โดยจำเลยที่ 1 จะชำระหนี้ตามคำพิพากษาจำนวน 8 แสนบาทเศษให้แก่บริษัทเรือขุดแร่จุติ จำกัด แทนโจทก์ โจทก์ตกลงโอนที่ดินประทานบัตรเลขที่ 6081,10146 ให้จำเลยที่ 1 เป็นประกัน และโจทก์ตกลงจำนองจำนำทรัพย์แก่จำเลยที่ 1 ด้วย และจำเลยที่ 1 ตกลงชำระเงินที่โจทก์กู้ 1ล้านบาทเศษพร้อมดอกเบี้ยให้แก่บริษัทเรือขุดแร่จุติ จำกัด อีก โดยให้โจทก์โอนที่ดินประทานบัตรซึ่งโจทก์โอนให้แก่บริษัทเรือขุดแร่จุติ จำกัด เป็นประกันไว้ให้แก่จำเลยที่ 1 รวม 3 แปลง คือประทานบัตร เลขที่ 6042,6084 และ 6085 แล้วโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงกกันจะจัดตั้งบริษัทจำกัดขึ้น เพื่อทำเหมืองแร่ในที่ดินประทานบัตรทั้ง 5 แปลงนั้น กำหนดทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท ให้จำเลยที่ 1 ถือหุ้น 60 เปอร์เซ็นต์ โจทก์ถือหุ้น 50 เปอร์เซ็นต์ เพื่อแบ่งผลประโยชน์ตามส่วน โดยจำเลยที่ 1 จะโอนที่ดินประทานบัตรทั้ง 5 แปลง และทรัพย์ที่โจทก์จำนองจำนำให้เป็นทรัพย์สินของบริษัท จำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้รายแรกและรับโอนที่ดินประทานบัตร 2 แปลงแรกแล้ว ส่วนที่ดินประทานบัตร 3 แปลงหลัง โจทก์ฟ้องบริษัทขุดแร่จุติ จำกัด ให้รับชำระหนี้และโอนประทานบัตรคืน จำเลยที่ 1 ได้ให้จำเลยที่ 2 เช้าชำระหนี้และรับโอนที่ดินประทานบัตรแทน โดยจำเลยที่ 1 รับรองจะปฏิบัติตามสัญญา ครั้นแล้วจำเลยกลับไม่ยอมจัดตั้งบริษัท และรับจำนองจำนำทรัพย์สินตามสัญญา และได้จงใจ ประมาท เลินเล่อทำให้โจทก์เสียหายโดยไม่มีสิทธิที่จะทำได้ คือสบบกันขุดแร่ดีบุกในที่ดินประทานบัตรเลขที่ 6082 เอาไปขายเพื่อประโยชน์ของจำเลย เป็นการผิดสัญญาและผิดกฎหมาย โจทก์ได้บอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยที่ 1 แล้ว นอกจากนี้จำเลยยังได้เอาที่ดินประทานบัตรเลขที่ 6081 ไปให้บริษัทล่องเจริญเช่าขุดหาแร่ และจำเลยได้ระบายน้ำขุ่นข้นจากการทำเหมืองทับถมเครื่องมือเครื่องใช้ในการทำเหมืองของโจทก์เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายในการขุดแร่ 9,000,000 บาท และในการให้เช่าขุดแร่ 1,500,0001 พร้อมดอกเบี้ยและให้ใช้ค่าเสียหายในการทำให้เครื่องจักรของโจทก์จมน้ำ 1,000,000 บาท กับชำระค่าเช่าแทนโจทก์อีก 44,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และพิพากษาว่าจำเลยผิดสัญญา โจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว โจทก์จำเลยต้องกลับคืนสู่ฐานเดิม คือให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้จากโจทก์ตามจำนวนที่จำเลยจ่ายชำระแทนโจทก์ โดยวิธีหักหนี้จากค่าเสียหายซึ่งจำเลยจะต้องชำระให้โจทก์ และให้จำเลยโอนประทานบัตรทั้งหมดคืนให้โจทก์ จำเลยทั้งสองต่อสู้ว่า มิได้ผิดสัญญาและมิได้ทำละเมิด สัญญาฉบับแรกได้ยกเลิกแล้วโดยสัญญาฉบับหลัง และสัญญาฉบับหลังได้ยกเลิกโดยบันทึกต่อท้ายสัญญา ทรัพย์ของโจทก์ไม่มีราคาพอ และสัญญาก็เลิกแล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่รับจำนองจำนำ โจทก์ยอมโอนที่ดินประทานบัตรให้จำเลยที่ 2 ตามสัญญายอมความในศาล โดยจำเลยที่ 2 ยอมชำระหนี้แทนโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผูกพันต่อไป จำเลยที่ 1มิได้ทำเหมืองแร่ในฐานะส่วนตัว แต่ทำในฐานะเป็นกรรมการของจำเลยที่ 2 ซึ่งมีสิทธิทำได้จึงไม่ละเมิด โจทก์เรียกค่าเสียหายสูงกว่าความจริง และโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา ไม่มีสิทธิได้รับผลกำไรและค่าเสียหาย จำเลยขอตัดฟ้องว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย และคดีขาดอายุความละเมิด เครื่องมือเครื่องจักรของโจทก์จมน้ำเป็นความผิดของโจทก์เอง โจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและโจทก์ผิดสัญญา ประทานบัตรทุกฉบับตกเป็นสิทธิของจำเลยแล้ว ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองเข้าขุดแร่ เป็นการผิดสัญญา โจทก์บอกเลิกสัญญาแล้วคู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม เฉพาะค่าเสียหายของโจทก์เห็นควรให้หักลบกลบกันไปกับเงินที่จำเลยใช้แทนโจท์ พิพากษาให้จำเลยทั้งสองโอนที่ดินประทานบัตร 5 แปลงคืนให้โจทกื ห้ามจำเลยขุดหาแร่ต่อไป ถ้ายังขุดหาแร่ต่อไป ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 375,850 บาท นับแต่วันพิพากษาจนกว่าจะหยุดดำเนินการ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียม ที่โจทก์ได้รับยกเว้น ค่าทนายให้เป็นพับคำขออื่นให้ยก โจทก์จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำเลยร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 1,202,000 บาท และห้ามจำเลยขุดแร่ในที่ดินประทานบัตรทั้ง 5 แปลงต่อไป นอกจากที่ดำเนินการอยู่แล้ว 4 ราง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์จำเลยฎีกา 1. จำเลยฎีกาว่า ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องครั้งที่ 2 ได้ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179 ,155 เพราะฟ้องเดิมเป็นฟ้องเรื่องละเมิด เมื่อได้รับอนุญาตให้ฟ้องอย่างคนอนาถาแล้ว โจทก์มาขอแก้ฟ้องตั้งรูปคดีใหม่ เป็นเรื่องผิดสัญญาเป็นคนละรูป ไม่เกี่ยวข้องกัน ทั้งศาลไม่ได้ไต่สวนและมีคำสั่งอนุญาตให้ฟ้องอนาถาในมูลผิดสัญญา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อศาลอนุญาตให้โจทก์ฟ้องอย่างคนอนาถาได้ การที่โจทก์จะขอแก้ฟ้องในภายหลังได้หรือไม่นั้น ต้องอยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179 คือคำฟ้องเดิมและคำฟ้องหลังจะต้องเกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ เมื่อศาลเห็นว่าเป็นคำฟ้องที่เกี่ยวข้องกัน ซึ่งอนุญาตให้แก้ฟ้องได้แล้ว ตามฟ้องเดิมและฟ้องเพิ่มเติมครั้งที่ 1 ซึ่งจำเลยยอมให้ศาลอนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องได้เป็นเรื่องโจทก์หาว่า จำเลยเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามสัญญา คือไม่รับจำนองจำนำทรัพย์สิน และไม่จัดตั้งบริษัทขึ้น แล้วสมคบกับขุดเอาแร่ของโจทก์ เป็นผิดสัญญาและละเมิด คำร้องขอแก้ฟ้องครั้งที่ 2 ซึ่งกล่าวท้าวความเดิมที่จำเลยทำผิดสัญญา และโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามกฎหมาย และขอให้ศาลพิพากษาว่า จำเลยผิดสัญญาท้ายฟ้อง เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามกฎหมาย คือให้จำเลยรับชำระหนี้ที่ออกใช้แทนโจทก์ไป และให้จำเลยโอนประทานบัตรพิพาทคืนให้โจทก์ เห็นได้ว่า คำฟ้องภายหลังเป็นคำฟ้องที่เกี่ยวข้องกับฟ้องเดิมที่มีอยู่แล้ว พอจะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องได้ชอบแล้ว 2. จำเลยฎีกาว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม และการแก้ฟ้องไม่ทำให้ฟ้องที่ไม่เป็นฟ้องกลับดีขึ้นได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามฟ้องเดิมของโจทก์ได้แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า โจทก์จำเลยทำสัญญาตกลงกันให้จำเลยชำระหนี้ที่ออกให้แทนโจทก์ โดยโจทก์ตกลงโอนที่ดินประทานบัตรเหมืองแร่ของโจทก์ให้จำเลย แล้วจะจัดตั้งบริษัทขึ้น โดยโจทก์จำเลยต่างเป็นผู้ถือหุ้นมีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินการทำเหมืองแร่ร่วมกันต่อไป โดยจำเลยจะโอนที่ดินประทานบัตรให้เป็นทรัพย์สินของบริษัทที่จะจัดตั้งขึ้น ต่อมาจำเลยเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามสัญญา และได้เข้าขุดแร่ในที่ดินประทานบัตรของโจทก์ เอาแร่ไปขายเอาเงินเป็นประโยชน์ส่วนตัวของจำเลยเสีย โดยโจทก์มิได้รู้เห็นยินยอมด้วย เป็นการทำให้โจทก์ต้องเสียหาย ขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ เป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 172 แล้ว หาเคลือบคลุมไม่ 3.จำเลยฎีกาว่า สัญญาที่โจทก์จำเลยทำไว้เลิกกันแล้ว หรือหากจะฟังว่ายังไม่เลิกจำเลยที่ 2 ก็มีสิทธิขุดแร่ในที่ดินประทานบัตร เลขที่ 6082 ได้ เพราะที่ดินประทานบัตรนี้ บริษัทเรือขุดแร่จุติ จำกัด โอนให้แก่จำเลยที่ 2 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งแดงที่ 14/2507 ของศาลจังหวัดตะกั่วป่า จำเลยที่ 2 ไม่ใช่ตัวแทนจำเลยที่ 1 และไม่ได้เป็นหุ้นส่วนกัน ทั้งจำเลยที่ 2 มิได้เป็นคู่สัญญากับโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดฐานเป็นคู่สัญญา และจำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้ทำผิดสัญญา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า สัญญาลงวันที่ 12 เมษายน 2507 หมาย ล.2 ที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำไว้ยังไม่เลิก ส่วนสัญญาลงวันที่ 16 เมษายน 2507 หมาย ล. 1 โจทก์จำเลยที่ได้1 ทำขึ้นเพื่อขู่บริษัทหรือขุดแร่จุติ จำกัด ซึ่งโจทก์ฟ้องให้รับชำระหนี้เงินกู้ให้โจทก์เป็นหนี้อยู่ และโอนที่ดินประทานบัตรซึ่งเป็นประกันคืน บริษัทเรือขุดแร่จุติ จำกัด กลัวว่าอาจต้องใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละเก้าแสนบาทตามข้อตกลงในสัญญาหมาย ล.1 จึงยอมทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันกับโจทก์ โจทก์จำเลยมิได้มีเจตนาผูกพันกันจริงจังตามสัญญาหมาย ล.1 แต่คงยังผูกพันตามสัญญาหมาย ล.2 ซึ่งมีข้อตกลงว่า โจทก์จำเลยที่ 1 จะต้องจัดตั้งบริษัทขึ้น มีวัตถุประสงค์ในการทำเหมืองแร่ในที่ดินประทานบัตรตกลงว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1จะต้องจัดตั้งบริษัทขึ้น มีวัตถุประสงค์ในการทำเหมืองแร่ในที่ดินประทานบัตรของโจทก์ที่โอนให้จำเลย โดยโจทก์จำเลยต่างเป็นผู้ถือหุ้นตามเงื่อนไขต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ แต่เมื่อบริษัทยังมิได้ตั้งขึ้น จำเลยจะถือสิทธิเข้าไปทำเหมืองแร่ในที่ดินประทานบัตรนั้นโดยลำพังหาได้ไม่ เมื่อจำเลยเข้าทำ ย่อมเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตและผิดสัญญา โจทก์บอกเลิกสัญญาได้ จำเลยที่ 2 แม้มิใช่คู่สัญญาตามสัญญาหมาย ล.2 แต่พฤติการณ์จำเลยที่ 2 เข้าไปปฏิบัติการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ของโจทก์ อันเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จะต้องปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญาหมาย ล.2 แล้วรับโอนประทานบัตรของโอนมาในนามจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการและผู้แทนของจำเลยที่ 2 เป็นผู้เข้าดำเนินการในนามของจำเลยที่ 2 ถึงจำเลยที่ 2 จะเป็นนิติบุคคล ก็ถือได้ว่า การชำระหนี้และการรับโอนประทานบัตรของโจทก์ที่จำเลยที่ 2 กระทำไปดังกล่าวเป็นการกระทำในฐานตัวแทนของจำเลยที่ 1 และข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การตกลงยอมให้จำเลยที่ 2 กระทำแทนนั้น เพราะจำเลยที่ 1บอกโจทก์ว่าไม่มีเงินพอ ต้องให้จำเลยที่ 2 กระทำแทน เมื่อตั้งบริษัทตามสัญญาหมาย ล.2 แล้ว จะจัดการโอนประทานบัตรคืนให้บริษัทที่จะจัดตั้งขึ้นต่อไป หาใช่โอนให้เป็นสิทธิแก่จำเลยที่ 2 โดยไม่มีข้อตกลงว่าโอนเป็นเป็นประกันหรือข้อแม้ไม่ เมือข้อเท็จจริงฟังได้ว่า สัญญาหมาย ล.2 ยังไม่เลิก และจำเลยที่ 2 เข้าเกี่ยวข้องชำระหนี้แทนโจทก์ แลับรับโอนประทานบัตรของโจทก์มาเป็นการกระทำในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 แล้ว การที่จำเลยทั้งสองดำเนินการขุดเอาแร่ไป จะเถียงว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ทำผิดสัญญาหาได้ไม่ ส่วนจำเลยที่ 2 ก็ไม่มีสิทธิอย่างใดที่จะขุดเอาแร่ในประทานบัตรของโจทก์ไป จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ในการที่ขุดเอาแร่ไปเป็นประโยชน์ตนฝ่ายเดียวเสีย โดยจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในฐานผิดสัญญาและข้อตกลงดังกล่าว จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดฐานละเมิด 4. ฎีกาจำเลยข้อนี้และฎีกาข้อ 1 ของโจทก์ เป็นปัญหาเดียวกันเรื่องค่าเสียหายที่โจทก์ควรได้รับ ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ว่า โจทก์ควรได้รับค่าเสียหายเป็นเงิน 1,200,000 บาท 2. โจทก์ฎีกาว่าจำเลยทำละเมิดให้เครื่องจักรเครื่องมือต่าง ๆ ของโจทก์จมน้ำเสียหาย ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยไม่ได้ทำ จึงไม่ต้องรับผิด 3. โจทก์ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ค่าทนายโจทก์เป็นพับแก่โจทก์ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 ให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจพิพากษาให้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้เสียหายค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงหรือจะให้เป็นพับก็ได้ ไม่จำเป็นจะต้องให้ฝ่ายแพ้คดีเป็นฝ่ายเสียค่าฤชาธรรมเนียมเสมอไป ฉะนั้นที่ศาลใช้ดุลพินิจพิพากษาให้ค่าทนายโจทก์เป็นพับแก่โจทก์ จะถือว่าเป็นการพิพากษาไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ได้ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1760/2512 ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด โจทก์ นายแป๊ะกวงหรือกิมติง แซ่ฮวงจ,ง นายเองอู ธนทวี ผู้ร้อง ป.วิ.พ. ม. 142 (5) , ม. 246 , ม. 271