ฎีกาที่ 1970/2511
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
เมื่อโจทก์แถลงรับว่าตนได้ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว. สิทธิของโจทก์ที่จะรับค่าเช่าและดำเนินการ บังคับคดี จากจำเลย จึงตกเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียว. มาตรา 24 เป็นเรื่องห้ามมิให้ลูกหนี้กระทำการใดๆเกี่ยวกับทรัพย์สินหรือกิจการของตน เว้นแต่จะได้กระทำตามคำสั่งหรือความเห็นชอบของศาล เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือที่ประชุมเจ้าหนี้เท่านั้น. การจะอนุญาตให้ลูกหนี้ทำกิจการนั้นได้ต้องอยู่ในดุลพินิจของบุคคลดังกล่าว. โดยเฉพาะเรื่องนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่เห็นชอบด้วยในการที่โจทก์จะเข้าไปจัดการทรัพย์สิน และศาลล่างทั้งสองไม่เห็นชอบด้วยการกระทำของโจทก์. ศาลฎีกาไม่เห็นมีเหตุที่ควรจะเปลี่ยนแปลงดุลพินิจในเรื่องนี้ให้เป็นอย่างอื่น.
ย่อยาว
เดิมโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากห้องพิพาทและเรียกค่าเสียหายต่อมาคู่ความได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน และศาลได้พิพากษาตามยอมนั้นแล้วเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2505 ครั้นวันที่ 10 กรกฎาคม 2510 โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งว่าตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2509 เป็นต้นมา จำเลยมิได้ปฏิบัติตามสัญญา และมิได้ขนย้ายออกจากห้องพิพาท ขอให้บังคับ ศาลแพ่งนัดสอบถาม โจทก์จำเลยมาพร้อมกัน จำเลยยื่นคำร้องว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่เช่า บัดนี้ตกไปเป็นของผู้อื่นแล้วตามคำพิพากษาฎีกาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 411/2506 และโจทก์ถูกฟ้องเป็นบุคคลล้มละลาย ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้วตามคดีแดงที่ ล.181/2508 โจทก์จึงไม่มีสิทธิดำเนินคดีเกี่ยวกับทรัพย์ของตนต่อไป โจทก์แถลงรับว่าตนได้ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจริง ศาลแพ่งจึงมีคำสั่งว่า โจทก์ไม่มีสิทธิดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินของตนได้ต่อไป เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะดำเนินการในเรื่องนี้ จึงให้ยกคำร้องของโจทก์ที่ขอให้ บังคับคดี ตามคำพิพากษาตามยอมนั้นเสีย วันที่ 9 ตุลาคม 2510 โจทก์ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ขอให้ดำเนินการ บังคับคดี รายนี้แทนโจทก์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งในคำร้องของโจทก์ว่ามีเหตุผลสมควรตามโจทก์(บริษัทธนาคารศรีนคร จำกัด ผู้เป็นเจ้าหนี้โจทก์ในคดีล้มละลาย)แถลง จึงให้ยกคำร้องของลูกหนี้ (คือโจทก์ในคดีนี้) โจทก์จึงขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์เป็นผู้จัดการดำเนินการ บังคับคดี นี้ด้วยตนเองตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 24 ศาลแพ่งสั่งว่า เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่เข้ามาจัดการให้ กรณีก็ต้องยุติ ไม่ทำให้ลูกหนี้มีสิทธิจัดการเองได้ เพราะลูกหนี้อาจก่อหนี้ได้อีก อันเป็นผลเสียหายแก่เจ้าหนี้ในคดีล้มละลายจึงต้องห้ามตามกฎหมาย ให้ยกคำร้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลแพ่ง โดยขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้โจทก์เป็นผู้จัดการเกี่ยวกับกิจการทรัพย์สินของโจทก์และจัดการดำเนินการ บังคับคดี รายนี้ด้วยตนเอง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์รับว่าตนได้ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้วสิทธิของโจทก์ที่จะรับค่าเช่าและดำเนินการ บังคับคดี จากจำเลยจึงตกเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียว ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 22 ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ควรมีสิทธิทำได้ตามมาตรา 24 นั้นศาลฎีกาเห็นว่ามาตรา 24 เป็นเรื่องที่ห้ามมิให้ลูกหนี้กระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินหรือกิจการของตน เว้นแต่จะได้กระทำตามคำสั่งหรือความเห็นชอบของศาล เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้จัดการทรัพย์หรือที่ประชุมเจ้าหนี้เท่านั้น การจะอนุญาตให้ลูกหนี้ทำกิจการนั้นได้ต้องอยู่ในดุลพินิจของบุคคลดังกล่าวโดยเฉพาะเรื่องนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่เห็นชอบด้วยในการที่โจทก์จะเข้าไปจัดการทรัพย์สิน และศาลล่างทั้งสองก็ไม่เห็นชอบด้วยการกระทำของโจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นมีเหตุที่ควรจะเปลี่ยนแปลงดุลพินิจในเรื่องนี้ให้เป็นอย่างอื่น พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1970/2511 ์ นาย เอง แซ่ว่อง โจทก์ย นาย ไต้อุย แซ่ ตั้ง จำเลย พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 , ม. 24