ฎีกาที่ 1781/2509
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พุทธศักราช 2475 (ยกเลิก) มาตรา 34
พ.ศ. 2475 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 34 ถ้าพนักงานเจ้าหน้าที่สั่งยกคำขอยกเว้นหรือคำขอให้ปลดภาษีหรือลดค่าภาษี ก็ให้แจ้งคำชี้ขาดไปยังผู้รับประเมิน และผู้รับประเมินมีสิทธิเช่นเดียวกับในเรื่องที่ได้บ่งไว้ในหมวดนี้ที...
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พุทธศักราช 2475 (ยกเลิก) มาตรา 45
พ.ศ. 2475 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 45 ถ้าค่าภาษีค้างอยู่และยังมิได้ชำระขณะเมื่อทรัพย์สินได้โอนกรรมสิทธิ์ไปเป็นของเจ้าของใหม่โดยเหตุใด ๆ ก็ตาม ท่านว่าเจ้าของคนเก่าและคนใหม่เป็นลูกหนี้ค่าภาษีนั้นร่วมกัน
ย่อสั้น
ผู้มีชื่อเช่าที่ดินปลูกโกดังและโอนกันต่อๆ มา เจ้าของโกดังคนสุดท้ายถูกฟ้องล้มละลาย ศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด และจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้วจึงเป็นผลให้สัญญาเช่านั้นต้องระงับไป โกดังจึงตกเป็นกรรมสิทธิแก่จำเลยทันทีตามข้อตกลงในสัญญาเช่า เพราะโกดังเป็นส่วนควบของที่ดิน ไม่ต้องไปทำการโอนจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จำเลยจึงมีฐานะเป็นเจ้าของคนใหม่ มาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 เป็นบทบัญญัติที่รัฐจะติดตามเอาค่าภาษีให้ได้ไม่ว่ากรรมสิทธิแห่งทรัพย์สินนั้นจะได้โอนไปเป็นของเจ้าของใหม่โดยเหตุใดๆ ก็ตาม บรรดาเจ้าของคนเก่าและคนใหม่ต้องเป็นลูกหนี้ค่าภาษีร่วมกัน การที่เจ้าหนี้บุริมสิทธิไม่ไปขอรับชำระหนี้ของผู้ล้มละลายจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จะถือว่าเป็นการปลดหนี้ไม่ได้เพราะเจ้าหนี้มิได้แสดงเจตนาต่อลูกหนี้ว่าจะปลดหนี้ให้ หนี้จึงยังไม่ระงับ ค่าภาษีที่มิได้ชำระภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดเป็นเงินภาษีค้างชำระซึ่งกฎหมายบัญญัติให้เพิ่มจำนวนขึ้น เงินค่าภาษีที่เพิ่มขึ้นจึงเป็นค่าภาษีที่ค้างชำระซึ่งเจ้าของโรงเรือนและที่ดินคนใหม่ต้องรับผิด เมื่อจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าภาษีที่ค้างรวมทั้งเงินเพิ่มภาษี โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากหนี้เงินในระหว่างเวลาผิดนัดได้ ไม่เป็นการเรียกดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ย การที่โจทก์ยื่นคำขอรับชำระหนี้จากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไว้น้อยกว่าจำนวนที่แท้จริง ไม่ทำให้โจทก์เสียสิทธิที่จะเรียกให้จำเลยชำระหนี้ตามจำนวนที่แท้จริง การชำระค่าภาษีเป็นภาระของผู้รับประเมินจะพึงนำไปชำระจะถือว่าเทศบาล ประมาท เลินเล่อไม่เรียกเก็บมิได้ จำเลยมีหน้าที่ต้องนำภาษีไปชำระโจทก์ แต่กลับเพิกเฉยเสีย จนโจทก์ต้องฟ้อง จำเลยจึงต้องรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมเมื่อแพ้คดี
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยซึ่งเป็นผู้รับโอนโกดังจากนายแหยม แซ่เหยี่ยง ชำระค่าภาษีโรงเรือนและค่าภาษีที่เพิ่มขึ้นและค้างชำระพร้อมทั้งดอกเบี้ย จำเลยสู้ว่าไม่ได้เป็นผู้รับโอนโกดังตามความหมายของพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน โจทก์ละเลยหรือ ประมาท เลินเล่อไม่เรียกเก็บภาษี จนนายแหยม แซ่เหยี่ยง ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดการชำระหนี้ของนายแหยมกลายเป็นพ้นวิสัย และหลุดพ้นจากการชำระหนี้จำเลยจึงไม่อาจเป็นลูกหนี้ร่วมกับนายแหยม ค่าภาษีที่ค้างเป็นหนี้ร่วมของบุคคลอื่น และกับนายแหยม จำเลยไม่ใช่ลูกหนี้ร่วมภาษีเรียกเก็บเกินอายุความ 10 ปี โจทก์หมดสิทธิเรียกร้อง โจทก์ปลดหนี้ให้นายแหยมแล้ว จำเลยไม่ต้องรับผิดในหนี้บางปี โจทก์เรียกเงินเพิ่มภาษีจากจำเลยไม่ได้ เจ้าของคนใหม่ควรเป็นลูกหนี้ค่าภาษีเฉพาะในปีที่กระทำการโอนเท่านั้น จำเลยไม่ต้องเสียดอกเบี้ยสำหรับหนี้ภาษีเงินเพิ่ม จำเลยขอให้เรียกเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้ามาเป็นจำเลยร่วม เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้การว่าหนี้ค่าภาษีตามฟ้องโจทก์ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้แล้ว หากจำเลยแพ้คดีและชดใช้ค่าภาษีแก่โจทก์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยอมให้จำเลยเข้ารับช่วงสิทธิคำขอรับชำระหนี้ของโจทก์ได้ไม่เกินจำนวนที่โจทก์ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้ โจทก์จำเลยแถลงรับกันหลายประการและไม่สืบพยาน ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าภาษีที่ยังค้างและภาษีที่เพิ่ม รวมทั้งดอกเบี้ยให้โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่าเมื่อเจ้าของโกดังคนสุดท้ายคือนายแหยม แซ่เหยี่ยง ผู้เช่าที่ดินของจำเลยถูกฟ้องล้มละลาย ศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและจำเลยได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้ว สัญญาเช่าจึงระงับไป โกดังจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยผลแห่งสัญญา ไม่จำต้องไปจดทะเบียนการโอนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เพราะโกดังเป็นส่วนควบของที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 107 จำเลยจึงเป็นเจ้าของคนใหม่ และต้องรับผิดในค่าภาษีที่ค้างชำระ และตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือน พ.ศ. 2475 มาตรา 45บรรดาเจ้าของคนเก่าและคนใหม่ต้องเป็นลูกหนี้ค่าภาษีร่วมกันโจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องเอาค่าภาษีที่ค้างชำระอยู่ทั้งหมดจากจำเลยได้ การที่โจทก์ไม่ได้ขอรับชำระหนี้ค่าภาษีบางปีจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในฐานะเป็นเจ้าบุริมสิทธิ์ ไม่ถือว่าเป็นการปลดหนี้ให้นายแหยม เพราะโจทก์มิได้แสดงเจตนาต่อลูกหนี้ว่าจะปลดหนี้ให้ หนี้จึงยังไม่ระงับ จำเลยยังไม่หลุดพ้นจากความรับผิดในคดีนี้ ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือน พ.ศ. 2475 มาตรา 42 ค่าภาษีที่มิได้ชำระภายในเวลากำหนด ถือเป็นเงินภาษีค้างชำระซึ่งต้องเสียภาษีเพิ่มร้อยละ 10 ตามมาตรา 43 จำเลยจึงต้องถูกเรียกเก็บด้วย จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระค่าภาษีที่ค้าง รวมทั้งภาษีเพิ่มเมื่อไม่ชำระ จำเลยก็เป็นผู้ผิดนัด โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากหนี้เงินในระหว่างผิดนัดได้ ไม่เป็นการเรียกดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ย ที่จำเลยฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ประสงค์จะให้จำเลยรับผิดค่าภาษีเพียงปี 2501-2503 เท่าที่นายแหยมค้างชำระนั้น เห็นว่า ฟ้องโจทก์แสดงรายละเอียดถึงค่าภาษีที่จะให้จำเลยชำระทั้งหมด ไม่ใช่เพียงเท่าที่นายแหยมค้างชำระ การที่โจทก์ยื่นคำขอรับชำระหนี้จากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์น้อยกว่าจำนวนจริง ไม่เป็นเหตุให้โจทก์เสียสิทธิที่จะเรียกให้จำเลยชำระหนี้ตามจำนวนที่แท้จริงซึ่งจำเลยรับรองความถูกต้องไว้แล้วตามรายงานกระบวนพิจารณา ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ควรรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียม เพราะโจทก์ ประมาท เลินเล่อไม่เรียกเก็บภาษีภายในเวลาตามที่กฎหมายกำหนด เห็นว่า การชำระค่าภาษีกฎหมายบัญญัติให้เป็นภาระของผู้รับประเมินจะต้องนำไปชำระแก่กรมการอำเภอท้องที่ตามมาตรา 38ก่อนฟ้อง โจทก์ก็ได้เตือนให้จำเลยชำระแล้ว จำเลยก็เพิกเฉยเสียเมื่อจำเลยแพ้คดีโจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียม พิพากษายืน ยกฎีกาจำเลย ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1781/2509 เทศบาลนครกรุงเทพ โดยนายชำนาญ ยุวบูรณ์ นายกเทศมนตรี โจทก์ นางกัลยา ณ ระนอง จำเลย จำเลยร่วม จำเลย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของ นายแหยม แซ่เหยียง จำเลย พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 34 , ม. 42 , ม. 43 , ม. 45 พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ป.วิ.พ. ม. 161 , ม. 166 , ม. 289 ป.พ.พ. ม. 107 , ม. 224 , ม. 340