ฎีกาที่ 40/2508
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
- ต้นทาง
กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 มาตรา 71
พ.ศ. 2451 · ตรงจากแหล่ง
เมื่อศาลพิจารณาเห็นว่าผู้ใด มีความผิดหลายกะทง ในคำพิพากษาอันเดียวกัน ศาลจะพิพากษาลงโทษตามกะทงความผิดทุกกะทงก็ได้ แต่เมื่อรวมโทษทุกกะทงเข้าด้วยกัน ถ้าจะต้องจำคุก อย่าจำให้เกินยี่สิบ...
- ต้นทาง
กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 มาตรา 222
พ.ศ. 2451 · ตรงจากแหล่ง
ผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด ดังจะว่าต่อไปนี้ โดยลักษณ์ที่สามารถอาจจะเกิดความเสียหายขึ้นแก่สาธารณชน หรือแก่บุคคลผู้หนึ่งผู้ใด คือว่า (1) มันทำหนังสือปลอมขึ้นทั้งฉบับหรือแต่ส่วนใด...
- ต้นทาง
กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 มาตรา 223
พ.ศ. 2451 · ตรงจากแหล่ง
ผู้ใดปลอมหนังสือ แม้ไม่ตั้งใจถึงจะให้เป็นหนังสือสำคัญ หรือถึงเป็นหนังสือราชการก็ดี ถ้าแลหนังสือนั้นได้ปลอมขึ้นเป็นหนังสือที่แท้จริง ท่านว่ามันมีความผิด ต้องรวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเด...
- ต้นทาง
กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 มาตรา 304
พ.ศ. 2451 · ตรงจากแหล่ง
ผู้ใดใช้อุบายหลอกลวงด้วยประการใดใด อันต้องประกอบด้วยเอาความเท็จมากล่าว หรือแกล้งปกปิดเหตุการณ์อย่างใดใดที่มันควรต้องบอกให้แจ้งนั้น โดยมันมีเจตนาทุจริตคิดหลอกลวงให้ผู้หนึ่งผู้ใดส่งท...
ย่อสั้น
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 นั้นเมื่อกรณีเป็นการ ฉ้อโกง เอาหนังสือสัญญากู้ไป ทรัพย์สินที่ผู้เสียหายสูญเสียไปก็คือหนังสือกู้ พนักงานอัยการคงเรียกคืนได้แต่ตัวหนังสือสัญญาเท่านั้น จะขอมาด้วยว่า ถ้าหากจำเลยส่งสัญญาไม่ได้ให้ใช้เงินอันเป็นหนี้ตามสัญญาแทนนั้น หาได้ไม่ เพราะไม่อาจกล่าวได้ว่าผู้เสียหายได้สูญเสียทรัพย์สินที่มีราคาตามหนี้ในสัญญากู้ แม้หนังสือสัญญากู้สูญหายไปก็ยังฟ้องร้องเรียกหนี้กันได้มิใช่ว่าหนี้นั้นจะพลอยสูญไปด้วย หนี้ตามสัญญากู้มีอย่างไร ผู้เสียหายชอบที่จะฟ้องร้องเป็นคดีแพ่งอีกต่างหาก เมื่อคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มีผลเป็นการพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นในส่วนอาญาที่ลงโทษจำเลยฐาน ฉ้อโกง หนังสือสัญญากู้คงพิพากษาแก้แต่เพียงว่า โจทก์จะขอเข้ามาในคดีนี้ว่า ถ้าจำเลยคืนสัญญากู้ไม่ได้ ให้จำเลยใช้เงินแทนไม่ได้เพราะเป็นเรื่องที่ผู้เสียหายจะต้องดำเนินเป็นคดีแพ่งขึ้นใหม่อีกสำนวนหนึ่ง เช่นนี้ จำเลยจะฎีกาข้อเท็จจริงในปัญหาเรื่อง ฉ้อโกง หนังสือสัญญากู้เงินหาได้ไม่ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 เพราะศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้กู้เงินผู้เสียหาย ฯลฯ เอาโฉนดที่ดิน 5 โฉนดมอบให้ผู้เสียหายยึดถือไว้เป็นประกันฯลฯ ต่อมาวันที่ 30 กันยายน 2498 จำเลยหลอกลวงผู้เสียหายว่าจะโอนโฉนดให้ผู้เสียหาย ฯลฯ แล้วเพทุบายขอรับโฉนดไปจากผู้เสียหายว่าจะเอาไปทำการโอนให้ตามข้อตกลงแต่จำเลยโอนให้เพียง 2 โฉนด ฯลฯ กับต่อมาวันที่3-4 ตุลาคม 2498 จำเลยหลอกลวงผู้เสียหายว่า จำเลยได้โอนโฉนดให้เรียบร้อยแล้วรอแต่วันรับโฉนดเท่านั้นผู้เสียหายไม่จำเป็นต้องยึดหนังสือสัญญากู้ไว้ ผู้เสียหายหลงเชื่อได้มอบหนังสือสัญญากู้ให้จำเลยไป ทั้งนี้ ตามวันเวลาดังกล่าว จำเลยมีเจตนาทุจริตหลอกลวงให้ส่งโฉนดและรับไปแล้วได้ ฉ้อโกง เอาไว้ และมีเจตนาทุจริตคิดหลอกลวงให้ผู้เสียหายส่งหนังสือสัญญากู้ ฯลฯดังนี้ แม้ศาลอุทธรณ์ฟังว่าโฉนดที่โจทก์หาว่าจำเลย ฉ้อโกง นั้นไม่ได้อยู่กับผู้เสียหาย ก็ยังอาจฟังว่าจำเลยหลอกลวงให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่าจำเลยได้ขอให้หอทะเบียนโอนโฉนดเหล่านั้นให้แล้ว ผู้เสียหายจึงคืนสัญญากู้ให้จำเลยไป เพราะเป็นคนละเหตุทั้งข้อหาว่าจำเลย ฉ้อโกง โฉนดและข้อหา ฉ้อโกง หนังสือสัญญากู้ต่างกรรมต่างวาระกัน แยกได้เป็น 2 กระทง(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 27/2507) (หมายเหตุ (1) จำเลยขอให้รับรองฎีกาข้อเท็จจริง แต่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นสั่งว่าศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขมาก ไม่ต้องห้ามจึงไม่รับรองให้และสั่งรับฎีกาจำเลยแต่ศาลฎีกาเห็นว่าเฉพาะฎีกาข้อเท็จจริงข้อหา ฉ้อโกง หนังสือสัญญากู้และข้อหาปลอมหนังสือต้องห้าม จึงไม่วินิจฉัยให้ (2) ที่ประชุมใหญ่ได้วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นผิดฐานปลอมหนังสือไว้ด้วยแต่ปรากฏว่าฎีกาจำเลยข้อนี้เป็นฎีกาข้อเท็จจริง ต้องห้ามจึงไม่ปรากฏข้อวินิจฉัยตามมติดังกล่าวในคำพิพากษา)
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกู้เงินนางเพ็ญผู้เสียหายหลายคราวมอบโฉนดที่ดินให้ยึดถือไว้เป็นประกัน จนครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนพฤษภาคม 2498คิดเป็นเงิน 164,100 บาท จำเลยมอบโฉนดที่ 5696, 5644, 5649, 6923และ 9780 ให้นางเพ็ญไว้ ต่อมาจำเลยได้หลอกลวงนางเพ็ญว่าจะโอนโฉนดทั้ง 5 ดังกล่าวให้ แล้วเพทุบายขอรับโฉนดทั้ง 5 ไป แต่จำเลยได้โอนให้เพียง 2 โฉนด คือโฉนดที่ 5696 และ 9780 ส่วนอีก 3 โฉนดนัดไปวันหลัง และจำเลยได้หลอกลวงนางเพ็ญว่า จำเลยได้โอนโฉนดให้เรียบร้อยแล้ว รอแต่วันรับโฉนดเท่านั้น นางเพ็ญไม่จำเป็นต้องยึดหนังสือสัญญากู้จำนวน 164,100 บาทไว้นางเพ็ญหลงเชื่อ ได้มอบหนังสือสัญญากู้ให้จำเลยไป ทั้งนี้ โดยจำเลยมีเจตนาทุจริตหลอกลวงให้นางเพ็ญส่งโฉนด 3 ฉบับนั้นให้จำเลยรับไปแล้วจำเลย ฉ้อโกง เอาไว้ และมีเจตนาทุจริตคิดหลอกลวงให้นางเพ็ญส่งหนังสือสัญญากู้ดังกล่าว ซึ่งเมื่อคิดหักราคาที่ดิน 2 โฉนดที่ได้รับโอนแล้ว คงเหลือเงินตามสัญญากู้ 110,899 บาท นอกจากนี้ เมื่อจำเลยได้มาขอรับโฉนดเลขที่ 5696 และหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 ซึ่งให้จำเลยไปทำการแบ่งแยกเป็นคลองไปแล้ว จำเลยยังอาจปลอมหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวทั้ง 2 ฉบับโดยเติมข้อความว่า "และโอนขาย" ลงไป แล้วใช้ให้นายแอ๊ดนำไปแสดงต่อเจ้าพนักงานหอทะเบียนที่ดิน ขอให้ลงโทษตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 222, 223, 304 ให้จำเลยคืนโฉนด 3 โฉนด และสัญญากู้เงินถ้าส่งสัญญากู้เงินไม่ได้ให้ใช้เงิน 110,899 บาทแก่นางเพ็ญ จำเลยให้การปฏิเสธและว่าฟ้องเคลือบคลุม ศาลอาญา (โดยศาลแขวงพระนครเหนือส่งสำนวนให้พิพากษา) ฟังว่าจำเลยเป็นลูกหนี้นางเพ็ญตามสัญญา ได้หลอกลวงเอาโฉนด 3 โฉนดไปและหลอกลวงให้นางเพ็ญคืนสัญญากู้จริง และยังได้ปลอมใบมอบฉันทะ 2 ฉบับ โดยตกเติมข้อความดังโจทก์หา พิพากษาว่าจำเลยผิดฐานปลอมหนังสือและ ฉ้อโกง ตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 222, 223 และ 304 รวม 2 กระทง ลงโทษกระทงหนักฐานปลอมหนังสือจำคุก 1 ปี 6 เดือนให้จำเลยคืนโฉนด 5644, 5649 และ 6923 และสัญญากู้เงิน 1 ฉบับราคา 164,100 บาท ถ้าส่งไม่ได้ให้ใช้เงิน 110,899 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ฟังว่า จำเลยเป็นหนี้นางเพ็ญ 164,100 บาท และจำเลยได้ ฉ้อโกง เอาสัญญากู้ไป ส่วนโฉนดปรากฏว่าอยู่ที่หอทะเบียน จะฟังว่านางเพ็ญได้มอบให้จำเลยไปหรือจำเลย ฉ้อโกง โฉนดไม่ได้ พิพากษาแก้ว่าให้จำเลยคืนสัญญากู้เงินฉบับต้นเงิน 164,100 บาท ส่วนนางเพ็ญจะมีสิทธิเรียกหนี้สินได้เท่าใด ให้นางเพ็ญฟ้องเป็นคดีแพ่งขึ้นมาใหม่ จำเลยไม่ต้องคืนโฉนดทั้ง 3 นอกนั้นยืม อัยการโจทก์กับนางเพ็ญโจทก์ร่วมและจำเลยฎีกา ศาลฎีกาปรึกษาคดีแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 43 นั้น ได้วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่แล้วเห็นว่า เมื่อกรณีเป็นการ ฉ้อโกง เอาหนังสือสัญญากู้ไป ทรัพย์สินที่ผู้เสียหายสูญเสียไปก็คือ หนังสือสัญญากู้ พนักงานอัยการคงเรียกคืนได้แต่ตัวหนังสือสัญญานั้นเท่านั้น จะขอมาด้วยว่า ถ้าหากจำเลยส่งสัญญาไม่ได้ ให้ใช้เงินอันเป็นหนี้ตามสัญญาแทนนั้นหาได้ไม่ แม้หนังสือสัญญากู้สูญหายไปก็ยังฟ้องร้องเรียกหนี้กันได้ มิใช่ว่าหนี้นั้นจะพลอยสูญไปด้วยหนี้ตามสัญญากู้มีอย่างไร ผู้เสียหายชอบที่จะฟ้องร้องเป็นคดีแพ่งอีกต่างหาก จึงไม่มีทางบังคับให้ตามที่โจทก์ขอ ในประเด็นเรื่อง ฉ้อโกง โฉนดตามฎีกาโจทก์นั้น คดียังฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้หลอกลวง ฉ้อโกง โฉนดเลขที่ 5644, 5649 และ 6923 ตามฎีกาจำเลย ศาลฎีกาวินิจฉัยประเด็นเรื่อง ฉ้อโกง หนังสือสัญญากู้โดยที่ประชุมใหญ่แล้ว เห็นว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์มีผลเป็นการพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่ให้ลงโทษฐาน ฉ้อโกง หนังสือสัญญากู้ เพราะศาลอุทธรณ์มิได้แก้ไขเกี่ยวกับโทษหรือความผิดของจำเลยในเรื่องนี้ประการใดคงพิพากษาแก้แต่เพียงว่า โจทก์จะขอเข้ามาในคดีนี้ว่าถ้าจำเลยคืนสัญญากู้ไม่ได้ ให้จำเลยใช้เงินแทนนั้นไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องที่นางเพ็ญจะต้องดำเนินเป็นคดีแพ่งขึ้นใหม่อีกสำนวนหนึ่ง ฉะนั้น จำเลยจะฎีกาข้อเท็จจริงในปัญหาเรื่อง ฉ้อโกง หนังสือสัญญากู้เงินหาได้ไม่ ฟ้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 เพราะศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี สำหรับปัญหาที่จำเลยอ้างว่าศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงนอกฟ้องนอกสำนวนนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าฟ้องโจทก์มีประเด็นดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมา และศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวนแล้ว นอกจากนี้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเห็นว่าแม้ศาลอุทธรณ์ฟังว่าโฉนดที่โจทก์หาว่าจำเลย ฉ้อโกง ไม่ได้อยู่ที่นางเพ็ญ ก็ยังอาจฟังได้ว่า จำเลยหลอกลวงให้นางเพ็ญหลงเชื่อว่าจำเลยได้ขอให้จดทะเบียนฯ ทำการโอนโฉนดเหล่านั้นให้นางเพ็ญแล้ว นางเพ็ญจึงคืนสัญญากู้ให้จำเลยไป เพราะเป็นคนละเหตุ ทั้งข้อหาว่าจำเลย ฉ้อโกง โฉนดและข้อหา ฉ้อโกง หนังสือสัญญากู้ ก็เป็นเรื่องต่างกรรมต่างวาระกันแยกได้ 2 กระทง ไม่มีเหตุจะอ้างว่าศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงนอกสำนวน เหตุอื่นที่จำเลยยกขึ้นฎีกาในประเด็น ฉ้อโกง สัญญากู้ ก็เป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง จำเลยฎีกามิได้ ในความผิดฐานปลอมหนังสือมอบฉันทะ จำเลยฎีกาว่าพยานโจทก์แตกต่างกัน ควรฟังตามที่จำเลยนำสืบ มิฉะนั้น ก็ควรฟังตามคำพยานโจทก์ซึ่งจะเห็นได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นเรื่องยักยอกลายมือ จะลงโทษฐานปลอมหนังสือไม่ได้ดังนี้ เป็นการเถียงข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาเช่นเดียวกัน พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 40/2508 พนักงานอัยการกรมอัยการ โจทก์ โจทก์ร่วม โจทก์ นางเพ็ญ ราชเวชชพิศาล ที่ 1 นายพิศาล ราชเวชชพิศาล ที่ 2 ร้อยตรีวัจน์กร ราชเวชชพิศาล ที่ 3 โจทก์ นายถวิล ชาญเลขา จำเลย ป.วิ.อ. ม. 43 , ม. 218 , ม. 221 ป.พ.พ. ม. 653 ป.วิ.พ. ม. 93 (2) , ม. 94 วรรคสอง กฎหมายลักษณะอาญา ม. 71 , ม. 222 , ม. 223 , ม. 304 , ม. 315 ป.อ. ม. 91 , ม. 264 , ม. 265 , ม. 341