ฎีกาที่ 1059/2507
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
- ต้นทาง
พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำสยาม แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2477 มาตรา 277
พ.ศ. 2477 · ตรงจากแหล่ง
ห้ามมิให้ผู้หนึ่งผู้ใดทำการควบคุมเรือกลไฟ เรือยนต์ เรือเดินทะเล เรือบรรทุกสินค้าขนาดบรรทุกตั้งแต่ 100 หาบขึ้นไป ซึ่งทำการติดต่อกับเรือเดินทะเล หรือทำการควบคุมเครื่องจักรของเรือ นอก...
- ต้นทาง
พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำสยาม แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2477 มาตรา 278
พ.ศ. 2477 · ตรงจากแหล่ง
เมื่อจะออกประกาศนียบัตรเช่นว่ามาแล้วให้แก่ผู้ใดสำหรับทำการเป็นนายเรือ ต้นหน สรั่ง ไต้ก๋ง นายท้าย คนถือท้าย หรือต้นกล คนใช้เครื่อง ท่านว่าผู้นั้นต้องสอบความรู้ได้แล้ว และเมื่อยื่นใบ...
- ต้นทาง
พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำสยาม แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2477 มาตรา 282
พ.ศ. 2477 · ตรงจากแหล่ง
ผู้ใดเข้าทำการควบคุมเรือ หรือควบคุมเครื่องจักรเรือ โดยมิได้รับประกาศนียบัตรแสดงความรู้อันถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ หรือใช้ประกาศนียบัตรที่สิ้นอายุแล้ว ผู้นั้นมีความผิ...
ย่อสั้น
ประมาท ทำให้เขาแขนหักรักษาประมาณ 30 วันหายนั้น ยังไม่ถือเป็นอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ฟ้องว่าผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส กระดูกปลายแขนซ้ายหัก และทุพพลภาพป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่า 20วัน แต่มิได้นำสืบ ให้ปรากฏว่าผู้เสียหายต้องทุพพลภาพป่วยเจ็บด้วยทุกขเวทนาเกินกว่า 20 วันอย่างไร ก็ลงโทษจำเลยฐานทำให้รับอันตรายสาหัสไม่ได้
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า 26 ตุลาคม 2505 เวลากลางวัน จำเลยควบคุมเรือยนต์และเครื่องจักรเรือยนต์โดยสารสาธารณะรับส่งผู้โดยสารและสินค้าตามชายฝั่งทะเลของอ่าวตะโละกาโปร์ โดยมิได้รับประกาศนียบัตร ด้วยความ ประมาท เป็นเหตุให้เรือยนต์ไปชนกับเสาสะพานบ้านปาเระโดยแรง หลังคาเรือหักลงมาทับนางมีเนาะได้รับอันตรายสาหัสกระดูกปลายแขนซ้ายหักและทุพพลภาพป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่า 20 วัน เหตุเกิดตำบลบาราโหม อำเภอเมืองปัตตานีจังหวัดปัตตานี ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 มาตรา 277, 278, 282 และที่แก้ไข พ.ศ. 2477 มาตรา 3 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 91 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลจังหวัดปัตตานีฟังว่าจำเลยไม่ได้ขับเรือ แต่นายโน๊ะเจ้าของเรือเป็นผู้ขับวันเกิดเหตุมีพายุใต้ฝุ่นพัดเชือกผูกเรือขาดไปกระแทกเสาสะพาน เป็นเหตุสุดวิสัย พิพากษายกฟ้อง โจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ฟังว่าจำเลยเป็นผู้ขับเรือเอง เรือชนสะพานเพราะความ ประมาท ของจำเลย ผู้เสียหายไม่ได้รับอันตรายสาหัส แต่ลงโทษตามมาตรา 390 ได้ ส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติเดินเรือในน่านน้ำไทยเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน โจทก์ร่วมมิใช่ผู้เสียหายเมื่ออัยการโจทก์ไม่อุทธรณ์ โจทก์ร่วมจึงไม่มีอำนาจอุทธรณ์ขอให้ลงโทษตามฟ้องเดิมได้พิพากษาแก้ว่าจำเลยผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 จำคุก 1 เดือน โจทก์ร่วมฎีกาว่าได้รับอันตรายสาหัส จำเลยฎีกาว่าจำเลยไม่ใช่ผู้ขับเรือและเป็นเรื่องเหตุสุดวิสัย ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยเป็นผู้ขับเรือ และวันเกิดเหตุไม่มีพายุเรือมิได้จอดและผูกเชือก เหตุเกิดเพราะเมื่อเรือจะถึงท่าจำเลยมิได้เบาเครื่อง เรือจึงไปชนเสาสะพานหลังคาเรือซึ่งบรรทุกของอยู่เต็มพังลงมาทับผู้เสียหาย เพราะความ ประมาท ของจำเลยจริงดังฟ้อง ส่วนที่โจทก์ร่วมว่าได้รับอันตรายสาหัสนั้น ปรากฏตามรายงานชันสูตรบาดแผลหลังเกิดเหตุ 13 วัน ว่าผู้เสียหายกระดูกปลายแขนซ้ายหัก มีแผลเปื่อยอยู่ตรงบริเวณกระดูกหัก แพทย์ลงความเห็นว่าถ้ารักษาตามแผนปัจจุบันประมาณ 30 วันหาย ศาลฎีกาเห็นว่า ลำพังแขนหักยังไม่เป็นอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 ตามฟ้องโจทก์ยกเหตุเฉพาะในข้อทุพพลภาพหรือป่วยเจ็บด้วยทุกขเวทนาเกินกว่า20 วัน แต่โจทก์ก็มิได้นำสืบให้ปรากฏว่าผู้เสียหายต้องทุพพลภาพหรือป่วยเจ็บด้วยทุกขเวทนากล้าเกิน 20 วันอย่างไร จึงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ไม่ได้ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1059/2507 อัยการจังหวัดปัตตานี โจทก์ โจทก์ร่วม โจทก์ นางบีเบาะหรือมีเนาะ สะมาแอ โจทก์ นายมามะ เซ็ง จำเลย ป.อ. ม. 297 , ม. 300 ป.วิ.พ. ม. 84