ฎีกาที่ 947/2507
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
- ต้นทาง
พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำสยาม แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2477 มาตรา 104
พ.ศ. 2477 · ตรงจากแหล่ง
เรือกลไฟเล็กแลเรือยนตร์ทุกลำ เมื่อเวลาเดินต้องมีโคมไฟสีเขียวไว้ข้างแคมขวาดวงหนึ่ง โคมไฟสีแดงข้างแคมซ้ายดวงหนึ่ง แลโคมไฟสีขาวอย่างแจ่มแขวนไว้ในที่เด่นสูงจากดาดฟ้าให้ถูกต้องตามที่จะก...
- ต้นทาง
พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำสยาม แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2477 มาตรา 110
พ.ศ. 2477 · ตรงจากแหล่ง
นายเรือคนใดละเมิดต่อข้อบังคับอย่างหนึ่งอย่างใดในมาตรา 104, 105, 106, 107, 108, แล 109 ท่านว่ามีความผิด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินกว่าหกเดือน หรือปรับไม่เกินพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับด...
- ต้นทาง
พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำสยาม แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2477 มาตรา 242
พ.ศ. 2477 · ตรงจากแหล่ง
เจ้าพนักงานแพทย์มีอำนาจที่จะขึ้นบนเรือใด ๆ ที่เข้ามาในน่านน้ำสยาม และตรวจคนในเรือนั้นได้ทุกคน และถ้าเห็นสมควรแก่การจะเรียกดูสมุด และหนังสือสำคัญสำหรับเรือด้วยก็ได้ และเจ้าพนักงานแพ...
- ต้นทาง
พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำสยาม แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2477 มาตรา 282
พ.ศ. 2477 · ตรงจากแหล่ง
ผู้ใดเข้าทำการควบคุมเรือ หรือควบคุมเครื่องจักรเรือ โดยมิได้รับประกาศนียบัตรแสดงความรู้อันถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ หรือใช้ประกาศนียบัตรที่สิ้นอายุแล้ว ผู้นั้นมีความผิ...
ย่อสั้น
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยตามบทหนักจำเลยฝ่ายเดียวอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ว่าจำเลยผิดหลายกระทง ให้ลงโทษตามกระทงที่หนักที่สุด ส่วนกำหนดโทษให้คงเดิม ดังนี้ เป็นเรื่องศาลอุทธรณ์เห็นว่าศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษจำเลยมาไม่ถูกต้อง ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจที่จะพิพากษาแก้เสียให้ถูกต้องโดยไม่เพิ่มเติมกำหนดโทษจำเลยให้สูงขึ้นอีกได้
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองฐานควบคุมเรือยนต์และเรือกลไม่รับอนุญาตไม่จุดโคมไฟ และ ประมาท เป็นเหตุให้คนตาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำสยาม พ.ศ. 2456 มาตรา 104, 105, 110, 282 พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2477 มาตรา 3 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดี ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้ควบคุมขับเรือยนต์หางยาวและเรือกลโดยไม่มีประกาศนียบัตร และละเลยไม่ติดโคมไฟในเวลาเดินเรือกลางคืน ขับเรือด้วยความเร็วสูงในขณะฝนตกเดือนมืด จนเรือทั้ง 2 แล่นเข้าหากันในระยะกระชั้นชิดแล้วจึงต่างแลเห็นเรืออีกฝ่ายหนึ่งซึ่งไม่ทันป้องกันมิให้เรือชนกันได้เป็นเหตุให้เรือจำเลยที่ 2 ชนเรือ จำเลยที่ 1 และผู้โดยสารจมน้ำถึงแก่ความตาย 3 คน โดยจำเลยมีความ ประมาท เท่า ๆ กัน พิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำสยาม พ.ศ. 2456 มาตรา 104, 105, 110, 282 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นบทหนัก มีกำหนดคนละ 4 ปี คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสี่ คงจำคุกจำเลยทั้งสองไว้คนละ 3 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงมาชอบแล้วแต่ศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษจำเลยตามบทหนักนั้น ไม่เห็นด้วย พิพากษาแก้ว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดควบคุมขับเรือยนต์โดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน ตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำสยาม พ.ศ. 2456 มาตรา 104, 110 กระทงหนึ่ง ผิดฐานไม่จุดโคมไฟสัญญาณเรือในเวลากลางคืนตามพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้วมาตรา 282 พระราชบัญญัติเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2477 มาตรา 3 กระทงหนึ่ง ผิดฐานกระทำ ประมาท ให้คนตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 อีกกระทงหนึ่งแต่ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกระทงหนักที่สุดตามมาตรา 91 ส่วนกำหนดโทษให้คงเดิม จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายที่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าจำเลยกระทำความผิดหลายบทหลายกระทง ต่างกรรมต่างวาระกันนั้น ไม่ถูกต้อง การกระทำผิดของจำเลยควรเป็นความผิดกฎหมายหลายบทเท่านั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ฟ้องของโจทก์ได้ระบุกล่าวแยกการกระทำของจำเลยมาเป็นกิจจะลักษณะแต่ละกรรมและข้อเท็จจริงก็ฟังได้เช่นนั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกระทงตามที่ศาลอุทธรณ์ชี้ขาดมานั้นถูกต้องแล้ว คงมีปัญหาว่า เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ในข้อนี้ศาลอุทธรณ์จะมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้หรือไม่ ตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 นั้น ย่อมเห็นได้ว่ากฎหมายห้ามเพียงมิให้พิพากษาเพิ่มเติมกำหนดโทษจำเลยขึ้นอีกเท่านั้น ดังนั้นเมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่า ศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษจำเลยมาไม่ถูกต้องก็ชอบที่จะพิพากษาแก้เสียให้ถูกต้องโดยไม่เพิ่มเติมกำหนดโทษจำเลยให้สูงขึ้นอีกได้ แต่ข้อที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานควบคุมขับเรือยนต์โดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน ตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำสยาม พ.ศ. 2456 มาตรา 104, 110 กระทงหนึ่งผิดฐานไม่จุดโคมไฟสัญญาณเรือในเวลากลางคืน ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้ว มาตรา 282 และพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทยพ.ศ. 2477 มาตรา 3 กระทงหนึ่ง นั้น ปรากฏว่า การปรับบทมาตราลงโทษจำเลยไขว้กัน พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานควบคุมเรือยนต์โดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน ตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 มาตรา 282 ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2477 มาตรา 3 กระทงหนึ่งผิดฐานไม่จุดโคมไฟสัญญาณเรือในเวลากลางคืน ตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 มาตรา 104, 110 กระทงหนึ่งนอกจากที่แก้นี้แล้วคงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 947/2507 อัยการจังหวัดศรีสะเกษ โจทก์ นายสมนึก ธานี ที่ 1 นายเลี้ยง โกการัตน์ ที่ 2 จำเลย ป.อ. ม. 91 ป.วิ.อ. ม. 212