ฎีกาที่ 900/2505
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 รับราชการอยู่ใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้กำกับแขวงการทางและมีหน้าที่รับเบิกจ่ายเงินเกี่ยวกับราชการแขวงการทางด้วยจำเลยที่ 1 เบิกเงินจากจำเลยที่ 2 ไป เพื่อชำระค่าสิ่งของที่จำเลยที่ 1 ซื้อเชื่อจากโจทก์มาใช้ในราชการแขวงการทางซึ่งอยู่ในหน้าที่ของจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 ยักยอกเงินเสียดังนี้ ถึงแม้จำเลยที่ 2 จะเป็นผู้บังคับบัญชาจำเลยที่ 1 ก็เป็นไปตามกฎหมายหรือระเบียบราชการ จำเลยที่ 1 หาใช่ตัวแทนของจำเลยที่ 2 ไม่จะนำกฎหมายเรื่องตัวการตัวแทนมาใช้บังคับแก่จำเลยที่ 2 ไม่ได้.
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 รับราชการแขวงการทางจังหวัดสกลนคร มีตำแหน่งหน้าที่จัดหาพัสดุให้แก่ราชการแขวงการทางจังหวัดสกลนคร จำเลยที่ 2 เป็นผู้กำกับแขวงการทาง เป็นผู้บังคับบัญชาจำเลยที่ 1 มีหน้าที่รับเบิกจ่าเงินเกี่ยวกับราชการแขวงการทาง จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลมีหน้าที่ควบคุมกิจการต่าง ๆ เกี่ยวกับกรมทางหลวงแผ่นดิน ซึ่งจำเลยที่ 1 - 2 อยู่ใต้บังคับบัญชาจำเลยที่ 1 ซื้อเชื่อเครื่องอะไหล่และอุปกรณ์รถยนต์ของโจทก์เพื่อใช้ในราชการแขวงการทางจังหวัดสกลนคร ค้างชำระเป็นเงิน 10,000 บาท โจทก์ทางถามแล้วจำเลยที่ 2 ตอบว่าทางราชการแขวงการทางเบิกเงินมอบให้จำเลยที่ 1 นำชำระโจทก์แล้ว การที่จำเลยที่ 1 รับเงินแล้วไม่ชำระโจทก์ และจำเลยที่ 2 ไม่นำเงินจ่ายให้โจทก์ด้วยตนเองเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ยักยอก ถือว่าปฏิบัติหน้าที่ด้วยความ ประมาท เลินเล่ออย่างร้ายแรง จำเลยที่ 3 เป็นผู้ควบคุมจำเลยที่ 1 - 2 ให้ปฏิบัติราชการตามระเบียบและกฎหมาย แต่หาได้ปฏิบัติไม่ เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ทุจริต จำเลยที่ 1 - 2 - 3 จึงต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ศาลบังคับ จำเลยที่ 1 ให้การว่าชำระเงินให้หมดแล้ว ไม่มีติดค้าง จำเลยที่ 2 ให้การว่า การเบิกจ่ายเงินดำเนินไปตามริเบียบมิได้ ประมาท จำเลยที่ 3 ให้การว่า ได้ควบคุมจำเลยที่ 1 - 2 ปฏิบัติราชการตามระเบียบและกฎหมายอย่างดีแล้ว ไม่มีการทุจริต ก่อนสืบพยาน โจทก์แถลงว่าหนี้ที่ค้างมีเพียง 9,442 บาทเท่านั้น ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ซื้อของโจทก์ไปใช้ในราชการแขวงการทาง นำเงินชำระให้โจทก์บางส่วนอีก 9,442 บาท จำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้โจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่เคยติดต่อซื้อของจากโจทก์โดยตรง ฉะนั้น การชำระค่าสิ่งของจึงเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 - 3 ได้ควบคุมการปฏิบัติงานของจำเลยที่ 1 เป็นอย่างดี ไม่ได้ ประมาท เลินเล่ออย่างใด จำเลยที่ 1 ไม่ใช่ตัวแทนของจำเลยที่ 2 - 3 จึงพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 9,442 บาท ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 - 3 เสีย โจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยที่ 2 - 3 รับผิดชำระหนี้ให้โจทก์ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ว่าชำระหนี้ให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงอย่างเดียวกับศาลชั้นต้น แต่เห็นว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 - 3 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 797 เพราะไม่ได้ซื้อของมาใช้ส่วนตัว จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัวตามมาตรา 820 ส่วนจำเลยที่ 2 - 3 นั้น เมื่อได้ความว่าจำเลยที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่การจ่ายเงินถูกต้องตามระเบียบทางราชการแล้ว เหตุที่จำเลยที่ 1 ยักยอกก็เป็นการไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตัวแทนตามมาตรา 812 จำเลยที่ 2 - 3 ควรมีหน้าที่ชำระหนี้ตามมาตรา 820 แต่โจทก์ไม่ได้ฟ้องจำเลยที่ 2 - 3 ให้รับผิดฐานตัวการตัวแทน จึงไม่มีทางบังคับ จึงพิพากษาแก้ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องจำเลยที่ 2 - 3 ใหม่ จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าจำเลยที่ 1 ไม่ใช่ตัวแทนของจำเลยที่ 2 ขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลฎีกาเห็นว่า ชั้นนี้มีปัญหาข้อกฎหมายว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์หรือไม่เท่านั้น ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่าเรื่องนี้จำเลยที่ 1 ซื้อของโจทก์มาใช้ในราชการซึ่งอยู่ในหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ถึงแม้จำเลยที่ 2 จะเป็นผู้บังคับบัญชาจำเลยที่ 1 ก็เป็นไปตามกฎหมายหรือระเบียบราชการ จำเลยที่ 1 หาใช่ตัวแทนของจำเลยที่ 2 ไม่ จะนำกฎหมายเรื่องตัวการตัวแทนมาใช้บังคับแก่จำเลยที่ 2 ไม่ได้ พิพากษาแก้ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ใช่ตัวแทนของจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 900/2505 นางอนงค์ ตงศิริ โจทก์ นายเธียร โคตรบัญชา กับพวกรวม 3 คน จำเลย ป.พ.พ. ม. 797 , ม. 820