ฎีกาที่ 1568/2505
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
อายุความได้สิทธิที่จะนำมาใช้แก่การจำยอม โดยอนุโลมดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 นั้น ได้แก่อายุความตามมาตรา 1382 มาตรานี้กำหนดอายุความไว้ 10 ปี โดยไม่แยกว่าจะเป็นที่ดินมือเปล่าหรือที่ดินมีโฉนด ส่วนอายุความตามมาตรา 1375 นั้น หาใช่อายุความได้สิทธิไม่ คำว่าที่ดินสูง ที่ดินต่ำตามมาตรา 1339, 1340 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้น หมายถึงที่ดินสูงต่ำตามธรรมชาติ เจ้าของที่ดินต่ำหาจำต้องรับน้ำจากที่ดินที่ถมให้สูงขึ้นไม่
ย่อยาว
โจทก์ฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย 2 ข้อว่า 1. กำหนด 1 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 เป็นอายุความการได้สิทธิสำหรับที่ดินมือเปล่า ฉะนั้นตามมาตรา 1401 ที่โยงมาให้ใช้ลักษณะ 3 โดยอนุโลม ก็ย่อมต้องใช้อายุความการได้สิทธิตามมาตรา 1375 ด้วย ภาระจำยอมในที่ดินมือเปล่าจึงได้มาโดยอายุความ 1 ปี 2. จำเลยเจ้าของที่ดินต่ำถมที่ดินของตนให้สูงขึ้น ทำให้น้ำไหลธรรมดาจากที่ดินของโจทก์ย้อนเข้าไปในที่ดินของโจทก์เกิดน้ำเน่าและปฏิกูล ถือได้ว่าจำเลยกระทำ ละเมิด ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 3 มีที่ดินอยู่แปลงหนึ่งติดถนนใหญ่ ได้ปลูกห้องแถวตามริมถนนให้เช่า ต่อมาได้ขายห้องแถวกับที่ดินเป็นห้อง ๆ ให้บุคคลอื่นไม่ถึง 5 ปี ผู้ซื้อมีนางทุมมา โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 3 จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ด้วย ส่วนของนางทุมมา ๆ โอนให้โจทก์ที่ 1 ที่พิพาทอยู่หลังห้องของโจทก์จำเลย ผู้ซื้อ มีลักษณะเป็นตรอกทางเดินและว่างอยู่ เมื่อจำเลยที่ 3 ปลูกห้องแถวให้เช่านั้น ได้ถมที่ดินปลูกห้องแถวให้สูงขึ้น น้ำฝนที่ตกในบริเวณห้องแถวได้ไหลมายังตรอกที่พิพาทซึ่งต่ำกว่า เมื่อจำเลยที่ 3 แบ่งห้องแถวขายให้โจทก์และจำเลย ได้ขายตรอกที่พิพาทนี้ให้จำเลยที่ 1 ๆ จึงถมพื้นดินที่ตรอกนี้เสีย น้ำฝนที่ตกในห้องของโจทก์จึงไหลออกมายังตรอกตามเดิมไม่ได้ โจทก์จึงฟ้องจำเลยให้ขุดดินที่ถมตรอกที่พิพาทและรื้อรั้วที่ปิดกั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า อายุความได้สิทธิที่จะอนุโลมใช้ในเรื่องการได้ภาระจำยอมโดยอายุความนั้นคือ มาตรา 1382 ต้องใช้อายุความ 10 ปี โดยไม่ต้องคำนึงว่าที่ดินนั้นมีโฉนดหรือเป็นที่มือเปล่า โจทก์จึงยังไม่ได้การจำยอมในเรื่องทางเดิน และทางระบายน้ำ และคำว่า น้ำ ในมาตรา 1339 หมายถึงน้ำตามธรรมดาตามธรรมชาติทั่วไป ไม่หมายถึงน้ำที่ใช้แล้ว น้ำเน่า น้ำโสโครก และต้องเป็นน้ำที่ไหลตามธรรมดาจากที่ดินสูง ไม่ใช้น้ำฝนไหลจากขายค่าบ้านแล้วต่อท่อมาดังที่โจทก์นำสืบ พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า กำหนด 1 ปีตามมาตรา 1375 นั้น ไม่ใช่อายุความ หากแต่เป็นกำหนดเวลาฟ้องคดีเพื่อเอาคืนการครอบครอง นำมาใช้ตามมาตรา 1401 ไม่ได้ และตามมาตรา 1339 หมายความแต่เพียงว่า การที่น้ำไหลตามธรรมดามาสู่ที่ดินต่ำนั้น เจ้าของที่ดินต่ำจำต้องยอมรับ จะว่ากล่าวแก่อีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้ มิได้หมายความว่าเป็นการตัดสิทธิเจ้าของที่ดินต่ำจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขที่ดินของตนตามสิทธิอันชอบธรรมมิได้เลย พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า 1. อายุความได้สิทธิในลักษณะ 3 แห่งบรรพ 4 ที่จะนำมาใช้แก่ภาระจำยอมโดยอนุโลมดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 นั้น ต้องนำอายุความเรื่องครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นอันเป็นเหตุให้ได้กรรมสิทธิ์ตามมาตรา 1382 มาใช้ มาตรานี้กำหนดอายุความไว้ 10 ปี โดยไม่แยกว่าจะเป็นที่ดินมือเปล่าหรือที่ดินมีโฉนด ศาลฎีกาได้นำมาตรา 1382 มาใช้แก่เรื่องภาระจำยอมหลายเรื่องแล้ว ส่วนอายุความตามมาตรา 1375 นั้น เป็นอายุความฟ้องคดี หาใช่อายุความได้สิทธิไม่ เอามาอนุโลมใช้ไม่ได้ 2. คำว่า ที่ดินสูงที่ดินต่ำ ตามมาตรา 1339, 1340 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้น หมายถึงที่ดินสูงต่ำตามธรรมชาติ ตรอกพิพาทนี้ไม่ใช่ที่ดินต่ำตามธรรมชาติหากเป็นเพราะเจ้าของเดิมถมดินบริเวณห้องแถวให้สูงขึ้นเอง เมื่อแยกเจ้าของแล้ว เจ้าของที่ดินตรอกที่พิพาทจำต้องรับน้ำจากที่ดินที่ถมขึ้นให้สูงไม่ กรณีเช่นนี้มิใช่ข้อจำกัดสิทธิของเจ้าของที่ดินตามที่กฎหมายกำหนดไว้ โจทก์จึงฟ้องให้บังคับขุดที่ดินของจำเลยให้ต่ำลงเพื่อรับน้ำไหลจากที่ดินของโจทก์ไม่ได้ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1568/2505 นางสาวศิรินาถ แซ่ต่าง กับพวก 3 คน โจทก์ นางแก้ว สมทรัพย์ กับพวกรวม 3 คน จำเลย ป.พ.พ. ม. 1339ล 1340 , ม. 1375 , ม. 1382 , ม. 1401