ฎีกาที่ 1080/2505
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ป.กับส. ไปหลอกลวงผู้เสียหายว่าเป็นเจ้าพนักงาน ขอค้นบ้าน และค้นได้แป้งเชื้อสุรา แล้วคุมตัวผู้เสียหายไปมอบให้ ด. ที่บ้านของ ป. ด.หลอกลวงผู้เสียหายว่าเป็นเจ้าพนักงานสรรพสามิต บอกให้ผู้เสียหายเสียค่าปรับ ถ้าไม่เอาเงินมาเสียจะจับส่งอำเภอ แล้วผู้เสียหายถูกคุมไปหายืมเงิน พบข. ซึ่งเป็นกำนัน ได้เล่าเรื่องให้ฟัง ข. พูดส่งเสริมให้ผู้เสียหายเสียเงินให้ที่นั่น ผู้เสียหายเอาเงินให้ ช. รับเงินเอาไว้แล้วบอกให้ผู้เสียหายกลับได้ วันนั้นเอง ช. ไปร่วมรับประทานอาหารและแบ่งเงินให้ ป. ส. และ ด. การกระทำของ ป. ส. และด. เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 145, 310 และ 337 ไม่เป็นความผิดฐาน ฉ้อโกง ตามมาตรา 341 ด้วย และการกระทำของ ช. ก็ไม่เป็นความผิดตามมาตรา 341 เช่นเดียวกัน ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้ง 4 ฐาน ฉ้อโกง ด. กับ ช. จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ว่าการกระทำของจำเลยไม่ใช่ความผิดฐาน ฉ้อโกง ด้วย ก็เป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลอุทธรณ์มีอำนาจที่จะพิพากษายกฟ้องความผิดฐานนี้ตลอดถึงจำเลยที่ไม่ได้อุทธรณ์ด้วย โจทก์ฟ้องจำเลยฐานแสดงตนเป็นเจ้าพนักงาน ทำให้เสื่อมเสียเสรีภาพและ ฉ้อโกง กับขอให้จำเลยคืนหรือใช้เงินที่จำเลยรับไปจากผู้เสียหายด้วย เมื่อวินิจฉัยว่าจำเลยไม่มีความผิดฐาน ฉ้อโกง แล้ว ศาลย่อมพิพากษาให้ยกคำขอให้คืนหรือใช้เงินนี้เสียด้วย (แม้โจทก์จะฎีกาฝ่ายเดียว ขอให้ลงโทษฐาน ฉ้อโกง จำเลยไม่ได้ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในข้อนี้)
ย่อยาว
ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 และ 2 บอกผู้เสียหายว่าเป็นเจ้าพนักงานขอค้อบ้านและค้นได้แป้งเชื้อสุรา แล้วจำเลยที่ 1 และ 2 คุมตัวผู้เสียหายไปที่บ้านจำเลยที่ 1 และมอบตัวให้แก่จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ก็อ้างตนว่าเป็นเจ้าพนักงานสรรพสามิต ให้ผู้เสียหายพิมพ์ลายนิ้วมือในบันทึกรับว่ามีแป้งเชื้อสุราและแจ้งให้ผู้เสียหายเอาเงินมาชำระค่าปรับ 1,000 บาท เมื่อผู้เสียหายว่าไม่มีจำเลยที่ 3 ก็บอกให้ไปหายืมมา ถ้าไม่เอาเงินมาเสียจะจับส่งอำเภอ ทั้งนี้ โดยจำเลยไม่มีอำนาจที่จะทำได้ แล้วจำเลยที่ 1 และ 2 ก็คุมตัวผู้เสียหายไปหายืมเงินที่บ้านนายป้อ พบจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นกำนันที่นั่น ผู้เสียหายเล่าเรื่องให้ฟัง จำเลยที่ 4 พูดว่าเสียค่าปรับที่นั่นหรือที่อำเภอก็เท่ากัน เสียที่นั่นดีกว่า ผู้เสียหายก็ยืมเงินมาสมทบกับเงินที่มีอยู่ วางให้จำเลยที่ 4 รับเอาไป จำเลยที่ 4 จึงให้กลับได้แล้วจำเลยที่ 4 ไปร่วมรับประทานอาหารกับจำเลยอื่น ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1, 2, 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 195, 310, 341 ประกอบด้วย มาตรา 832 ส่วนจำเลยที่ 4 มีความผิดตามมาตรา 341 ฐานเดียว ลงโทษจำคุก กับให้จำเลยคืนหรือใช้เงินให้ผู้เสียหาย จำเลยที่ 3 และ 4 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า การที่ผู้เสียหายต้องให้เงินก็เพราะกลัว อันเป็นความผิดฐานกรรโชก ตามมาตรา 337 ซึ่งโจทก์ไม่ได้ขอให้ลงโทษหรือประสงค์ให้ลงโทษ ไม่ใช่ฐาน ฉ้อโกง ตามมาตรา 341 และเป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลมีอำนาจพิพากษาถึงจำเลยที่ 1, 2 ด้วย พิพากษาแก้ให้ยกฟ้องในข้อหาฐาน ฉ้อโกง สำหรับจำเลยทุกคน โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ฐานสมคบกัน ฉ้อโกง ด้วย ศาลฎีกาเห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1, 2, 3 เป็นการข่มขืนใจผู้เสียหายให้ยอมให้ตนหรือผู้อื่น ได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน โดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายให้เสียเสรีภาพ โดยจะจับตัวไปส่งอำเภอ ผู้เสียหายถูกข่มขืนใจจำต้องให้เงิน อันเป็นความผิดตามมาตรา 377 หาใช้ว่ายอมส่งทรัพย์ให้เพียงแต่ถ้อยคำที่จำเลยอ้างตนว่าเป็นเจ้าพนักงานเท่านั้นไม่ ส่วนจำเลยที่ 4 ได้พูดสนับสนุนในการกระทำผิดฐานการโชกของจำเลยที่ 1, 2ล3 ไม่ใช่เรื่องหลอกลวง ฉ้อโกง เมื่อวินิจฉัยว่าจำเลยไม่มีความผิดฐาน ฉ้อโกง แล้ว พนักงานอัยการโจทก์ก็ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยใช้หรือคืนทรัพย์แก่ผู้เสียหายได้ พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินแก่ผู้สียหายด้วยนั้น ให้ยกเสีย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1080/2505 อัยการประจำศาลจังหวัดหล่มสัก โจทก์ นายปิ่น ภู่ทองดี กับพวกรวม 4 คน จำเลย ป.อ. ม. 145 , ม. 310 , ม. 341 , ม. 337 ป.วิ.อ. ม. 43 , ม. 213