ฎีกาที่ 1230/2502
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
- ต้นทาง
กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 มาตรา 304
พ.ศ. 2451 · ตรงจากแหล่ง
ผู้ใดใช้อุบายหลอกลวงด้วยประการใดใด อันต้องประกอบด้วยเอาความเท็จมากล่าว หรือแกล้งปกปิดเหตุการณ์อย่างใดใดที่มันควรต้องบอกให้แจ้งนั้น โดยมันมีเจตนาทุจริตคิดหลอกลวงให้ผู้หนึ่งผู้ใดส่งท...
- ต้นทาง
กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 มาตรา 306
พ.ศ. 2451 · ตรงจากแหล่ง
ถ้าผู้ใดกระทำการฉ้อโกง โดยอุบายอย่างหนึ่งอย่างใด เช่นว่าต่อไปในมาตรานี้ คือ (1) ปลอมตัวเป็นคนอื่นก็ดี (2) แกล้งแสดงตนว่าเป็นคนใช้วิทยาคมได้ก็ดี (3) แกล้งปกปิดความที่ได้เอาทรัพย์อย่...
ย่อสั้น
คดีอาญาเหตุเกิดและอยู่ในระหว่างสอบสวนของพนักงานสอบสวนก่อนใช้ พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงฯ พ.ศ.2499 อัยการโจทก์ย่อมมีอำนาจดำเนินคดีได้โดยไม่ต้องมีการไต่สวนมูลฟ้องในศาลแขวงก่อน ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 342 เป็นคุณแก่ผู้กระทำผิดกว่ากฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 306 เพราะกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา306 มีกำหนดโทษจำคุกขั้นต่ำและอัตราปรับอย่างต่ำเป็นบทบังคับไว้ด้วย
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานสมคบกัน ฉ้อโกง และขอให้จำเลยใช้ราคาเงินแท่ง 29,917 บาท ให้แก่ผู้เสียหาย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2499 จำเลยทั้งสามปฏิเสธ ศาลอาญาพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทุกคนมีความผิดตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 304, 306 และตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341, 342 ให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 342ซึ่งเป็นบทหนัก ตามมาตรา 90 และเป็นคุณแก่จำเลย โดยให้จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 1 ปี กับให้จำเลยทั้งสามคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 29,917 บาท แก่ผู้เสียหายด้วย จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นชอบด้วยศาลชั้นต้นในข้อที่พิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดและวางโทษจำเลยมานั้น เว้นแต่ในข้อที่ศาลชั้นต้นอ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 342 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีหรือปรับไม่เกิน หนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาบังคับแก่คดีนี้ ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วย เพราะคดีนี้เกิดก่อนประกาศใช้ประมวลกฎหมายอาญา ทั้งกฎหมายลักษณะอาญา (เดิม) มาตรา 306 ก็มีอัตราโทษจำคุก 6 เดือน ถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 100 บาท ถึง 5,000 บาท ด้วยอีกโสดหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 342 จึงไม่มีส่วนเป็นคุณแก่จำเลยคดีนี้อย่างใด พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอาญาเฉพาะบทลงโทษ โดยให้ใช้กฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 306 บังคับแก่คดีนี้นอกจากที่แก้แล้วให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอาญา จำเลยที่ 2-3 ฎีกา คดีคงมาสู่ศาลฎีกาแต่เฉพาะปัญหากฎหมาย 2 ข้อ ในประการต้นที่จำเลยค้านว่า ฟ้องโจทก์ไม่สมบูรณ์เพราะไม่ปรากฏว่าได้มีการไต่สวนมูลฟ้องในศาลแขวงมาก่อน ข้อนี้ปรากฏว่าเหตุเรื่องนี้เกิดและอยู่ระหว่างสอบสวนของพนักงานสอบสวนก่อนใช้พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงฯ พ.ศ. 2499 อัยการโจทก์จึงมีอำนาจดำเนินคดีได้โดยไม่ต้องมีการไต่สวนมูลฟ้องดังจำเลยโต้แย้งมา ส่วนข้อที่จำเลยค้านว่า บทกฎหมายที่ศาลอุทธรณ์อ้างมาลงโทษจำเลยไม่ถูกต้องนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า เรื่องนี้ แม้จะเกิดก่อนใช้ประมวลกฎหมายอาญาก็ดี แต่เมื่อพิจารณาบทลงโทษตามกฎหมายลักษณะอาญามาตรา 306 เปรียบเทียบกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 342 แล้วจะเห็นได้ว่า กฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 306 มีกำหนดโทษจำคุกขั้นต่ำและอัตราปรับอย่างต่ำเป็นบทบังคับไว้ด้วย จึงเป็นบทลงโทษที่หนักกว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 342 ดังนี้ จึงต้องใช้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 342 ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยมาปรับกับความผิดในเรื่องนี้อย่างที่ศาลชั้นต้นได้พิพากษามาแล้ว พิพากษาแก้ศาลอุทธรณ์โดยพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นทุกประการ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1230/2502 พนักงานอัยการกรมอัยการ และนายซิวลุ้ง โจทก์ นายเปงเคี้ยง แซ่เตียกับพวก รวม 3 คน จำเลย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 2 , ม. 13 , ม. 29 ป.วิ.อ. ม. 120 ป.อ. ม. 3 , ม. 90 , ม. 342 กฎหมายลักษณะอาญา ม. 306