ฎีกาที่ 1357/2500
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
- ต้นทาง
กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 มาตรา 304
พ.ศ. 2451 · ตรงจากแหล่ง
ผู้ใดใช้อุบายหลอกลวงด้วยประการใดใด อันต้องประกอบด้วยเอาความเท็จมากล่าว หรือแกล้งปกปิดเหตุการณ์อย่างใดใดที่มันควรต้องบอกให้แจ้งนั้น โดยมันมีเจตนาทุจริตคิดหลอกลวงให้ผู้หนึ่งผู้ใดส่งท...
- ต้นทาง
กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 มาตรา 306
พ.ศ. 2451 · ตรงจากแหล่ง
ถ้าผู้ใดกระทำการฉ้อโกง โดยอุบายอย่างหนึ่งอย่างใด เช่นว่าต่อไปในมาตรานี้ คือ (1) ปลอมตัวเป็นคนอื่นก็ดี (2) แกล้งแสดงตนว่าเป็นคนใช้วิทยาคมได้ก็ดี (3) แกล้งปกปิดความที่ได้เอาทรัพย์อย่...
ย่อสั้น
โจทก์ฟ้องจำเลยฐาน ฉ้อโกง โดยกล่าวว่า เมื่อวันที่ 3 พ.ย. 2496 จำเลยเอาที่ดินซึ่งอ้างว่าเป็นของจำเลยมาประกันเงินกู้ โจทก์หลงเชื่อจึงให้จำเลยกู้เงินไป และจำเลยได้เขียนระบุที่ดินนั้นไว้ในสัญญากู้ด้วย ความจริงปรากฏต่อมาว่าที่ดินนั้นเป็นของผู้อื่น สำหรับกรณีเช่นนี้ ไม่จำเป็นต้องระบุว่าเกิดเหตุเวลากลางวันหรือกลางคืน เพราะกิจการที่กล่าวอ้างในฟ้องเป็นเครื่องแสดงให้บังเกิดความหมายและเข้าใจได้แล้วซึ่งจำเลยเองก็มิได้ปฏิเสธความข้อนี้ และจำเลยยอมรับว่าได้ทำสัญญากู้ให้โจทก์ไว้จริงซึ่งหมายความทำกันในวันนั้น หากแต่โต้เถียงว่ามิได้หลอกลวงซึ่งเป็นข้อเท็จจริงส่วนหนึ่งจะเรียกว่าโจทก์ฟ้องเคลือบคลุม (เพราะไม่มีเวลาเกิดเหตุ)ไม่ได้
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่าเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2496 จำเลยได้มากู้เงินโจทก์ 2,060 บาท โดยจำเลยได้พูดกับโจทก์ว่า จำเลยจะเอาที่ดินของจำเลยแปลงเนื้อที่ 9 ไร่ ยังไม่มีโฉนด และระบุเขตติดต่อของที่ดินซึ่งจำเลยอ้างว่าเป็นของจำเลยมาเป็นประกันการกู้เงินและจำเลยว่าที่ดินแปลงนี้ไม่มีภาระติดพัน โจทก์เชื่อโดยสุจริตว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของจำเลย จึงยอมให้จำเลยกู้เงิน และให้จำเลยเขียนสัญญากู้และลงที่ดินแปลงที่จำเลยว่านั้นไว้ในสัญญากู้เพื่อเป็นหลักฐานการกู้เงินด้วย ต่อมาจำเลยไม่นำเงินมาชำระ โจทก์จึงฟ้องศาลจำเลยยอมความ แต่แล้วก็ไม่นำเงินมาชำระ โจทก์นำเจ้าพนักงานยึดที่ดินแปลงนั้นเพื่อขายทอดตลาดเอาเงินใช้หนี้นางแก้วภรรยาจำเลยร้องขัดทรัพย์โจทก์ โจทก์พึ่งทราบว่าความจริงที่ดินนั้นเป็นของนางแก้ว จำเลยหลอกลวงให้โจทก์หลงเชื่อว่าที่ดินเป็นของจำเลย ขอให้ลงโทษตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 304, 306 จำเลยให้การปฏิเสธว่ามิได้หลอกลวงโจทก์ ศาลชั้นต้นเห็นว่า ฟ้องโจทก์มิได้ระบุเวลาที่จำเลยกระทำผิดเป็นฟ้องเคลือบคลุมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยพิพากษาคดีต่อไปตามรูปความ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิเคราะห์ฟ้องของโจทก์แล้ว เห็นว่า ฟ้องโจทก์ได้กล่าวถึงการกระทำทั้งหลายของจำเลย ซึ่งอ้างว่าเป็นการกระทำผิดข้อเท็จจริงและรายละเอียดทั้งปวง เกี่ยวด้วยเวลาและสถานที่ของการกระทำอย่างสมบูรณ์ เพียงพอที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อกล่าวหาได้เป็นอย่างดีแล้ว ตัวจำเลยเองก็มิได้กล่าวในคำให้การว่าติดใจสงสัยข้อกล่าวหาของโจทก์ว่าเคลือบคลุม ไม่เข้าใจข้อไหน ส่วนที่ศาลชั้นต้นว่า โจทก์มิได้กล่าวถึงเวลาที่จำเลยกระทำผิดนั้น โจทก์ได้กล่าวถึงวันกระทำผิดของจำเลยไว้แล้ว คือวันที่ 3 พฤศจิกายน 2496 สำหรับกรณีเช่นนี้ ไม่จำเป็นต้องระบุว่าเป็นเวลากลางวันหรือกลางคืนกิจการที่กล่าวอ้างในฟ้องเป็นเครื่องแสดงให้บังเกิดความหมายและเข้าใจได้แล้ว ซึ่งจำเลยเองก็มิได้ปฏิเสธความข้อนี้ และยอมรับว่าได้ทำหนังสือสัญญากู้ให้โจทก์ไว้จริงซึ่งหมายความทำกันในวันนั้น หากแต่โต้เถียงว่ามิได้หลอกลวงซึ่งเป็นข้อเท็จจริงส่วนหนึ่ง จะเรียกว่าโจทก์ฟ้องเคลือบคลุมไม่ได้ พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1357/2500 นางสุก แก้วศรีหมอก โจทก์ นายลี พยัคบุตร จำเลย ป.วิ.อ. ม. 158 (5) กฎหมายลักษณะอาญา ม. 304 , ม. 306