ฎีกาที่ 1037/2495
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ภรรยาเอาเรือนไปขายฝากแก่จำเลยไว้ โดยสามีได้ให้ความยินยอม ครั้งครบกำหนดไถ่ถอนตามสัญญาแล้ว ภรรยากลับขอทำสัญญาต่อใหม่อีก จำเลยก็ยินยอม ทางอำเภอจึงทำสัญญาขายฝากขึ้นอีกฉะบับหนึ่ง ดังนี้ ถือได้ว่า การทำสัญญาขายฝากครั้งที่ 2 นี้เป็นแต่เพียงพิธีการสำหรับยืดอายุสิทธิการไถ่ถอนออกไปอีก เท่านั้น ต้องถือว่าเป็นการขายฝากรายเดียวกันซึ่งสามีได้ยินยอมตกลงอนุญาตให้ทำนิติกรรมนั้นแล้ว และถ้าสามีจะอ้างว่าการทำขายฝากครั้งที่ 3 คือยืดอายุการไถ่ถอน ไม่ได้รับอนุญาตจากสามี ขอให้เพิกถอนเสีย กรรมสิทธิในทรัพย์ที่ขายฝากก็ย่อมตกได้แก่จำเลยบริบูรณ์ตั้งแต่ครบกำหนดการไถ่ถอนตามสัญญาครั้งแรกแล้ว จำเลยจึงย่อมบังคับให้เปลี่ยนแก้ทะเบียนเรือนให้จำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิได้
ย่อยาว
คดีได้ความว่า นางเจริญ สุตันตานนท์ภรรยาโจทก์ได้เอาเรือนเลขทะเบียนที่ 95, 97, 99 อันเป็นทรัพย์สมรสระหว่างโจทก์และนางเจริญ ไปทำสัญญาต่ออำเภอดุสิต ขายฝากไว้กับจำเลยเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2490 เป็นเงิน 6500 บาท กำหนดไถ่ถอนคืนใน 10 เดือน โดยโจทก์ให้ความยินยอม ต่อมาเมื่อถึงกำหนดไถ่ถอน นางเจริญได้ยื่นคำร้องต่ออำเภอขอทำสัญญาต่อใหม่อีก ฝ่ายจำเลยก็ยินยอม อำเภอจึงทำสัญญาขายฝากขึ้นใหม่อีกฉะบับหนึ่ง มีกำหนดไถ่ถอน 1 ปี ครั้งครบกำหนด นางเจริญหาได้ไปไถ่ถอนไม่จัดการ จำเลยจึงฟ้องศาลขอให้บังคับนางเจริญ ศาลพิพากษาให้นางเจริญไปจัดการแก้ทะเบียนต่อกรมการอำเภอดุสิต ระหว่าง บังคับคดี อยู่นั้น โจทก์ได้มีหนังสือบอกล้างนิติกรรมขายฝาก อ้างว่านางเจริญได้กระทำไปโดยมิได้รู้เห็นยินยอมด้วย แล้วโจทก์ยื่นฟ้องเป็นคดีนี้ ขอให้ศาลเพิกถอนสัญญาและคำบังคับตามคำพิพากษาดังกล่าวเสีย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกาต่อมา ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อนางเจริญภรรยาโจทก์ได้ทำการขายฝากเรือนพิพาทแก่จำเลยตามสัญญาขายฝากครั้งที่ 1 โดยโจทก์ได้ตกลงยินยอมด้วยแล้ว กรรมสิทธิในทรัพย์สินย่อมตกไปยังจำเลยเมื่อไม่มีการไถ่ถอนภายในกำหนด สิทธิไถ่ถอนก็ย่อมสิ้นไป แต่ปรากฎว่านางเจริญได้ขอยืดอายุการไถ่ถอนไปอีก ซึ่งจำเลยยินยอมด้วย การทำสัญญาขายฝากครั้งที่ 2 จึงเป็นแต่พิธีการสำหรับยืดอายุสิทธิการไถ่ถอนออกำปอีกเท่านั้น ต้องถือว่าเป็นการขายฝากรายเดียวกัน ซึ่งโจทก์ได้ยินยอมตกลงอนุญาตให้ทำนิติกรรมนั้นแล้ว ถ้าโจทก์จะอ้างว่า การทำนิติกรรมยืดอายุการไถ่ถอนไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ๆ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมนั้นแล้ว กรรมสิทธิบริบูรณ์ก็ย่อมได้แก่จำเลยตั้งแต่ครบกำหนดไถ่ถอนตามสัญญาครั้งแรก คดีของโจทก์ไม่มีทางชนะได้ จึงพิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1037/2495 พันโทเชิญ สุตันตสนนท์ โจทก์ นางเฉลียว วงษ์ไพบูลย์ จำเลย ป.พ.พ. ม. 37 , ม. 132 , ม. 491 , ม. 496 , ม. 1476.