ฎีกาที่ 1160-1161/2494
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ลูกความทำสัญญากับบุตรของทนายผู้ว่าคดีให้ว่า ถ้าความที่จะฎีกานั้นชะนะก็จะให้ที่นาพิพาททั้งหมดนั้นแก่บุตรของทนาย แต่บุตรทนายความต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการฎีกาดังนี้ ถือได้ว่าบุตรของทนายออกเงินให้เขาเพื่อเป็นความเกี่ยวกับนาพิพาทโดยหวังจะได้ที่นาพิพาทเป็นสิทธิของตน เป็นสัญญาให้ได้รับประโยชน์ตอบแทนจากการเป็นความ จึงเป็นโมฆะตามป.พ.พ.มาตรา 113 ทำสัญญายกที่ดินให้แก่เขา แม้สัญญายกให้นั้นจะเป็นโมฆะเนื่องจากขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนเด็ดขาดแล้ว ก็ย่อมถือได้ว่าผู้ให้ได้เจตนาสละสิทธิครอบครองที่นั้น
ย่อยาว
คดี 2 สำนวนนี้เป็นกรณีเรื่องเดียวกัน ศาลรวมพิจารณาพิพากษาคราวเดียวกัน สำนวนแรกหลวงสรรพนิตินิพัทธ์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากนายเรืองโดยอ้างว่า ให้คนทำนาของนายพิริยะบุตรชายจำเลยกับพวกบุกรุกเข้ามาแย่งทำ นายเรืองให้การและฟ้องแย้งว่าที่พิพาทเป็นของจำเลยขอให้ห้ามมิให้โจทก์เกี่ยวข้อง นายพิริยะร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความว่านายเรืองทำสัญญายกที่พิพาทให้ผู้ร้อง ๆ ให้นายเรืองอาศัยทำแล้ว กลับแย่งหลวงสรรพนิตินิพัทธ์ ขอให้ขับไล่และห้ามจำเลยมิให้เกี่ยวข้อง นายเรืองปฏิเสธว่าไม่เคยทำสัญญายกให้ ต่อมานายเรืองเป็นโจทก์ฟ้องหลวงสรรพนิตินิพัทธ์และนายพิริยะ ขอให้เพิกถอนสัญญาที่นายพิริยะอ้าง ข้อเท็จจริงได้ความว่าเดิมนายหล้อมฟ้องนายเรืองขับไล่ออกจากที่นา หลวงสรรพนิตินิพัทธ์เป็นทนายให้นายเรืองคดีถึงที่สุดชั้นฎีกานายเรืองชะนะ แล้วนายเรืองฟ้องขอแบ่งมรดกที่บ้านและที่นาแปลงนี้อีก หลวงสรรพนิตินิพัทธ์เป็นทนายให้คดีหลังนี้นายเรืองแพ้ชั้นศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ นายเรืองไม่ประสงค์จะฎีกาโดยกลัวแพ้ หลวงสรรพนิติพัทธ์แนะนำให้ฎีกานายเรืองจึงตกลงกับนายพิริยะและทำสัญญาหมาย ล.1 ไว้ว่า ถ้าความชะนะให้ที่นายพิพาททั้งหมดแก่นายพิริยะ ๆ เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย เมื่อฎีกาตกมาได้มีการประมูลทรัพย์ระหว่างนายเรืองกับนายหล้อม นายเรืองประมูลได้ หลวงสรรพนิตินิพัทธ์จึงเอาเงินของนายพิริยะไปวาง ที่นาแปลงนี้จึงได้แก่นายพิริยะตามข้อตกลงแต่ให้นายเรืองทำนาต่อไปโดยส่งข้าวให้นายพิริยะปีละ 400 เลียง ต่อมานายเรืองฟ้องนายหล้อมทั้งทางอาญาและแพ่ง และยังมีคดีแพ่งอีกหลายเรื่องที่นาพิริยะเป็นผู้ออกเงินให้นายเรืองทุกคดี ศาลชั้นต้นเห็นว่าเมื่อยังไม่มีการจดทะเบียนการโอน นายเรืองก็ยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์นาพิพาทอยู่ จึงพิพากษาว่านาพิพาทเป็นของนายเรือง ห้ามฝ่ายหลวงสรรพนิตินิพัทธ์นายพิริยะมิให้เข้าเกี่ยวข้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่าข้อเท็จจริงได้ความดังกล่าวแล้ว พฤติการณ์เช่นนี้แม้จะปลงใจเชื่อว่าหลวงสรรพนิตินิพัทธ์ไม่ได้รับประโยชน์อันเกี่ยวกับสัญญาหมาย ล.1 ล.2 ก็ตาม การที่นายพิริยะตกลงกับนายเรืองออกเงินให้นายเรืองเพื่อเป็นความเกี่ยวแก่ที่นาพิพาท โดยหวังจะได้นาที่พิพาทเป็นสิทธิของตน อันเป็นสัญญาให้ได้รับประโยชน์ตอบแทนจากการเป็นความ ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นการขัดขวางต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน สัญญาเช่นนี้ตกเป็นโมฆะ แต่ปรากฎว่าเมื่อทำสัญญาหมาย ล.2 แล้วนายเรืองได้เจตนาสละสิทธิครอบครองที่พิพาทให้เป็นของนายพิริยะ ๆ ย่อมได้สิทธิครอบครองที่พิพาทนี้ นายเรืองมาทำ ละเมิด ข้อตกลงโดยไปแย่งหลวงสรรพนิตินิพัทธ์ทำนารายนี้ นายเรืองจึงต้องรับผิด พิพากษากลับว่า นายพิริยะได้สิทธิครอบครองที่พิพาท ให้ขับไล่นายเรืองกับบริวารมิให้เข้าเกี่ยวข้อง ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1160 - 1161/2494 หลวงสรรพนิติพัทธ์ โจทก์ นายเรือง เมิดทอง จำเลย นายเรือง เมิดทอง โจทก์ นายพิริยะ ไวยวรนาถ หลวงสรรพนิตินิพัทธ์ จำเลย ป.พ.พ. ม. 113-420 , ม. 1367 , ม. 1377