ฎีกาที่ 1786-1788/2492
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
- ต้นทาง
กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 มาตรา 304
พ.ศ. 2451 · ตรงจากแหล่ง
ผู้ใดใช้อุบายหลอกลวงด้วยประการใดใด อันต้องประกอบด้วยเอาความเท็จมากล่าว หรือแกล้งปกปิดเหตุการณ์อย่างใดใดที่มันควรต้องบอกให้แจ้งนั้น โดยมันมีเจตนาทุจริตคิดหลอกลวงให้ผู้หนึ่งผู้ใดส่งท...
- ต้นทาง
กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 มาตรา 309
พ.ศ. 2451 · ตรงจากแหล่ง
ผู้ใดเจตนาจะป้องกันขัดขวางมิให้แบ่งปันทรัพย์อย่างใดใดตามกฎหมายให้แก่พวกเจ้าหนี้ของมันเอง หรือแก่เจ้าหนี้ของผู้อื่น แลมันใช้อุบายเอาทรัพย์นั้นไปเสียก็ดี ซ่อนเร้น หรือนำส่งทรัพย์นั้น...
ย่อสั้น
จำเลยกับพวกเอากระบือมาขายให้ผู้เสียหาย ผู้เสียหายชำระเงินให้ไป และนัดวันไปโอน ครั้นถึงวันนัดจำเลยกับพวกมาขู่เอากระบือคืนไป โดยแต่งอุบายว่าจำเลยคนหนึ่งเป็นตำรวจ กระบือนั้นถูกลักมา ถ้าไม่ยอมคืนให้จะจับส่งอำเภอ ดังนี้ ไม่เป็นความผิดฐานฉ้อกระบือ
ย่อยาว
ทั้งสามสำนวนข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 2, 3, 4 ได้นำกระบือไปขายให้แก่ผู้เสียหายแต่ละคน นัดวันไปโอนกัน และผู้เสียหายได้ชำระเงินให้ไป ครั้นถึงวันนัดจะไปโอน จำเลยทั้ง 4 ได้มาบ้านผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 อ้างตนว่าเป็นตำรวจมาขู่เอากระบือคืนไปโดยแต่งอุบายว่าเป็นกระบือที่ถูกลักมาไม่ได้ขายให้ ถ้าไม่ยอมคืนจะเอาตัวไปส่งอำเภอ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทุกคนมีความผิดฐานฉ้อกระบือตามมาตรา 304, 63 และจำเลยที่ 1 มีผิดฐานปลอม ตัวเป็นเจ้าพนักงานและหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายด้วย ให้จำคุกจำเลยและให้คืนกระบือของกลาง จำเลยทั้ง 4 คนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ทั้ง 3 สำนวนโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยสมคบกันฉ้อกระบือ แต่บรรยายว่าสมคบกันหลอกลวงผู้เสียหายให้ส่งเงินให้แล้วโกงโดยวิธีมาเอากระบือคืนไปโดยอาการต่าง ๆ ซึ่งในข้อ ฉ้อโกง เงิน ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าไม่ผิด และโจทก์มิได้อุทธรณ์ การที่จำเลยกับพวกเอากระบือไปโดยหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายจนต้องยอมให้ก็ดี ไปยึดหรือจับเอาไปก็ดี ไม่มีผิดฐาน ฉ้อโกง พิพากษาแก้ว่า จำเลยไม่ผิดฐาน ฉ้อโกง นอกนั้นยืน ให้ยกข้อคืนกระบือ โจทก์ และผู้เสียหายฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า พฤติการณ์ที่จำเลยกระทำนี้อาจสันนิษฐานได้เป็น 2 นัย คือ สมคบกันมาแต่ต้นเพื่อกระทำการหลอกขายให้แล้วมาขู่เอากระบือไปในภายหลังอย่างหนึ่ง หรือในตอนต้นเป็นการขายให้เด็ดขาดโดยสุจริต แต่แล้วมีโลภเจตนามาขู่เอาไปโดยทุจริตภายหลังอีกอย่างหนึ่ง จะเป็นนับไหนก็ตามศาลนี้ลงโทษจำเลยในฐาน ฉ้อโกง เงินดังโจทก์ฎีกามาไม่ได้ เพราะเมื่อศาลลงโทษจำเลยฐานฉ้อกระบือและให้ยกฟ้องไม่ลงโทษฐาน ฉ้อโกง เงิน โจทก์มิได้อุทธรณ์ คงอุทธรณ์แต่ให้ลงโทษฐานฉ้อกระบือซึ่งศาลอุทธรณ์เห็นว่าจะลงโทษมิได้ ศาลนี้เห็นพ้องด้วยว่าไม่เป็นฉ้อกระบือดังศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ข้ออื่นโจทก์ไม่ได้ฎีกา พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1786 - 1788/2492 อัยการประจำศาลจังหวัดภูเขียว และ นายลู แผลงศาสตรา โจทก์ นายประจีน สุระไชย ที่ 1 นายแก้ว พันธ์สง่า ที่ 2 จำเลย นายบุญทัน ชำนาญ ที่ 3 นายสมบูรณ์ กาญจนหงษ์ ที่ 4 จำเลย อัยการประจำศาลจังหวัดภูเขียว นายน้อย ประทุมกุล โจทก์ กฎหมายลักษณะอาญา ม. 309