ฎีกาที่ 873/2482
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
การที่บิดากับบุตร์เป็นเจ้าของที่ดินร่วมกันนั้น ย่อมจะต้องสันนิษฐานว่าต่างครอบครองที่ดินเพื่อตนเองและแทนกัน เจ้าของร่วมคนหนึ่งออกจากที่ดินไปยังคงถือว่าเจ้าของ+อีกคนหนึ่งครอบครองที่ดินแทนอยู่ตราบเท่าที่ยังมิได้บอกกล่าวไปว่าจะครอบครองเพื่อฉะเพาะตนเองและไม่ยอมครอบครองแทนเจ้าของร่วมที่ออำไปนั้น+ไป ระหว่างที่ถือว่าครอบครองแทนนี้จะยกขึ้นเป้นข้ออ้างหาได้กรรมสิทธิโดยปรปักษ์ได้
ย่อยาว
โจทก์เป็นบิดา จำเลยเป็นบุตร์สาวโจทก์มีชื่อร่วมกันในหน้าโฉนดที่ดิน ต่อมาจำเลยหนีโจทก์ผู้บิดาตามชายไป โจทก์ได้ครอบครองที่ดินนั้นมาแต่ผู้เดียวเป็นเวลากว่า 10 ปี โจทก์ฟ้องขอให้ถอนชื่อจำเลยออกจากหน้าโฉนด หรือแสดงว่าจำเลยไม่มีกรรมสิทธิในที่ดิน ศาลแพ่งเห็นว่า จะถือว่าจำเลยสละกรรมสิทธิที่ดินนั้นไม่ได้ และเป็นเรื่องที่โจทก์ยึดถือที่ดินแทนจำเลยผู้เป็นบุตร์ด้วย จึงพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ผุ้มีชื่ในโฉนดด้วยกันเป็นเจ้าของร่วมกันและถือได้ว่าได้ยึดถือครอบคอรงแทนกันด้วย จะเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือได้ก็โดยบอกกล่าวไปยังผู้มีกรรมสิทธิร่วมว่าไม่เจตนาจะยึดถือไว้แทนอีกต่อไป ม.1382 ประมวลแพ่งฯ มุ่งหมายใช้สำหรับทรัพย์สินของผู้อื่นโดยตรง หาใช่ทรัพย์สินที่มีกรรมสิทธิร่วมไม่ จึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ศาลฎีกาเห็นว่า การที่บิดากับบุตร์เป็นเจ้าของที่ดินร่วมกันนั้น ย่อมจะต้องสันนิษฐานว่าต่างครอบครองที่ดินเพื่อตนเองและแทนกัน เมื่อโจทก์ยึดถือครอบครองแทนจำเลยแล้ว การที่จำเลยออกไปจากที่ดิน จำเลยจึงยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิในส่วนของจำเลยอยู่ตลอดไป ตราบเท่าที่โจทก์ยังมิได้บอกกล่าวว่าจะครอบครองยึดถือเพื่อฉะเพาะตนเองไม่ครอบครองยึดถือเพื่อฉะเพาะตนเองไม่ครอบครองแทนจำเลยต่อไปเมื่อดังนั้นประมวลแพ่งฯ ม.1382 จึงยังจะนำมาใช้ บังคับคดี นี้มิได้ จึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ในข้อให้ยกฟ้องโจทก์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 873/2482 นายเทียน ปู่สาลี โจทก์ นางสำเนียง โพธิศรี จำเลย