ฎีกาที่ 6260/2568
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 65 การถอนตัวจากการเป็นทนายความมีขั้นตอนที่สำคัญ 2 ประการ คือ ประการแรก ก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้ทนายความถอนตัว ศาลต้องพอใจว่าทนายความได้แจ้งให้ตัวความทราบเรื่องการขอถอนตัวของทนายความแล้ว เว้นแต่ทนายความไม่สามารถหาตัวความพบ ประการที่สอง ศาลต้องแจ้งคำสั่งอนุญาตให้ทนายความถอนตัวนั้นให้ตัวความทราบโดยการส่งหมายหรือวิธีอื่น ในคดีนี้ น. ยื่นคำร้องและแถลงต่อศาลชั้นต้นว่าได้แจ้งเรื่องการขอถอนตัวจากการเป็นทนายความให้จำเลยทราบแล้ว โดยส่งบทสนทนาทางเฟซบุ๊ก เมื่อข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนได้ความตามที่จำเลยเบิกความตอบทนายจำเลยถามว่า บทสนทนาทางเฟซบุ๊กดังกล่าว เป็นข้อความที่เพื่อนชายของจำเลยได้พูดคุยกับ น. ในเรื่องการดำเนินคดีนี้ และจำเลยทราบถึงข้อความนั้นด้วย ประกอบกับเมื่อตรวจสอบข้อความสนทนาปรากฏว่า น. ได้แจ้งให้เพื่อนชายของจำเลยทราบแล้วว่าจะยุติการทำหน้าที่ทนายความ จึงน่าเชื่อว่าจำเลยทราบเรื่องที่ น. จะขอถอนตัวจากการเป็นทนายความแล้ว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ น. ถอนตัวจากการเป็นทนายจำเลยจึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบ อย่างไรก็ตาม เมื่อในวันนั้นจำเลยไม่ได้อยู่ต่อหน้าศาลชั้นต้นและยังไม่ทราบคำสั่งของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นจำเป็นต้องแจ้งคำสั่งนั้นให้จำเลยทราบโดยวิธีส่งหมายธรรมดาหรือโดยวิธีอื่นแทนแล้วแต่จะเห็นสมควร เมื่อไม่ดำเนินการ จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ
ย่อยาว
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ชำระค่าขาดราคา ค่าขาดประโยชน์และค่าติดตามยึดรถยนต์ที่ เช่าซื้อ กับภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 296,088.42 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยได้แต่งตั้งนายนรินทร์ เป็นทนายความ และขอเลื่อนวันนัดจำเลยให้การและนัดสืบพยานครั้งแรกจากวันที่ 21 มิถุนายน 2564 เป็นวันที่ 21 กันยายน 2564 ครั้นถึงวันนัดที่เลื่อนมา ทนายจำเลยขอถอนตัวจากการเป็นทนายความของจำเลยเนื่องจากมีความเห็นทางคดีไม่ตรงกัน และจำเลยประสงค์จะให้ทนายจำเลยยุติการทำหน้าที่โดยทนายจำเลยได้แจ้งให้จำเลยทราบถึงการถอนตัวแล้ว ศาลชั้นต้นอนุญาตและมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การแล้วสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียวและพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 112,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยอัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 วรรคสอง บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีโดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก จำเลยยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งและการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวแล้วพิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติในเบื้องต้นว่า จำเลยแต่งตั้งให้นายนรินทร์ เป็นทนายความ ศาลชั้นต้นกำหนดนัดไกล่เกลี่ย ให้การ หรือสืบพยานโจทก์วันที่ 21 มิถุนายน 2564 เวลา 9.00 น. ก่อนถึงวันนัดทนายจำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี เมื่อถึงวันนัดทนายโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์และผู้รับมอบฉันทะทนายจำเลยมาศาล ศาลชั้นต้นสอบทนายโจทก์แล้ว ทนายโจทก์ไม่คัดค้านการขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นจึงอนุญาตให้เลื่อนคดีไปนัดไกล่เกลี่ย ให้การ หรือสืบพยานโจทก์ในวันที่ 21 กันยายน 2564 เวลา 9.00 น. ต่อมาวันที่ 23 สิงหาคม 2564 นายนรินทร์ยื่นคำร้องว่า นายนรินทร์และจำเลยมีความเห็นเกี่ยวกับคดีไม่ตรงกัน และจำเลยประสงค์ให้นายนรินทร์ยุติการทำหน้าที่ โดยได้มีการพูดคุยเกี่ยวกับการยุติการทำหน้าที่ทนายจำเลย ผ่านโปรแกรมสนทนาเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2564 โดยในวันนัดมารดาจำเลยจะมาศาลแทนนายนรินทร์ จึงขออนุญาตถอนตัวจากการเป็นทนายจำเลย โดยแนบบันทึกการสนทนาทางโปรแกรมสนทนาเฟซบุ๊ก มากับคำร้อง ศาลชั้นต้นสั่งว่า "รอไว้สั่งวันนัด" เมื่อถึงวันนัด ศาลชั้นต้นสอบแล้ว นายนรินทร์แถลงว่ามีความเห็นในทางคดีไม่ตรงกันหลายประการ และจำเลยประสงค์ให้นายนรินทร์ยุติการทำหน้าที่ โดยนายนรินทร์แจ้งให้จำเลยทราบถึงการถอนตัวออกจากการเป็นทนายของจำเลยแล้ว ศาลชั้นต้นอนุญาตให้นายนรินทร์ถอนตัวจากการเป็นทนายจำเลย และศาลชั้นต้นเห็นว่า จำเลยทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาล โดยไม่ได้รับอนุญาตให้เลื่อนคดี และไม่ยื่นคำให้การภายในกำหนด จึงถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ให้สืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว คดีมีปัญหาต้องพิจารณาว่า การอนุญาตให้นายนรินทร์ถอนตัวจากการเป็นทนายความของจำเลย สืบพยานโจทก์ และพิจารณาพิพากษาไปฝ่ายเดียวนั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 บัญญัติว่า "กระบวนพิจารณาคดีผู้บริโภคให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้และข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาตามมาตรา 6 ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติและข้อกำหนดดังกล่าว ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม" เมื่อกรณีของการขอถอนตัวจากการเป็นทนายความของคู่ความไม่มีบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 และข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา จึงต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งมาตรา 65 บัญญัติว่า "ทนายความที่ตัวความได้ตั้งแต่งให้เป็นทนายในคดีจะมีคําขอต่อศาลให้สั่งถอนตนจากการตั้งแต่งนั้นก็ได้ แต่ต้องแสดงให้เป็นที่พอใจแก่ศาลว่าทนายความผู้นั้นได้แจ้งให้ตัวความทราบแล้ว เว้นแต่จะหาตัวความไม่พบ เมื่อศาลมีคําสั่งอนุญาตตามคําขอแล้ว ให้ศาลส่งคำสั่งนั้นให้ตัวความทราบโดยเร็วโดยวิธีส่งหมายธรรมดาหรือโดยวิธีอื่นแทนแล้วแต่จะเห็นสมควร" การถอนตัวจากการเป็นทนายความจึงมีขั้นตอนที่สำคัญ 2 ประการ คือ ประการแรก ก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้ทนายความถอนตัว ศาลต้องพอใจว่าทนายความได้แจ้งให้ตัวความทราบเรื่องการขอถอนตัวของทนายความแล้ว เว้นแต่ทนายความไม่สามารถหาตัวความพบ ประการที่สอง ศาลต้องแจ้งคำสั่งอนุญาตให้ทนายความถอนตัวนั้นให้ตัวความทราบโดยการส่งหมายหรือวิธีอื่น ในคดีนี้นายนรินทร์ยื่นคำร้องและแถลงต่อศาลชั้นต้นว่าได้แจ้งเรื่องการขอถอนตัวจากการเป็นทนายความให้จำเลยทราบแล้ว โดยส่งบทสนทนาทางเฟซบุ๊ก เมื่อข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนได้ความตามที่จำเลยเบิกความตอบทนายจำเลยถามว่า บทสนทนาทางเฟซบุ๊กดังกล่าว เป็นข้อความที่เพื่อนชายของจำเลยได้พูดคุยกับนายนรินทร์ในเรื่องการดำเนินคดีนี้ และจำเลยทราบถึงข้อความนั้นด้วย ประกอบกับเมื่อตรวจสอบข้อความสนทนาปรากฏว่า นายนรินทร์ได้แจ้งให้เพื่อนชายของจำเลยทราบแล้วว่าจะยุติการทำหน้าที่ทนายความ จึงน่าเชื่อว่าจำเลยทราบเรื่องที่นายนรินทร์จะขอถอนตัวจากการเป็นทนายความแล้ว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้นายนรินทร์ถอนตัวจากการเป็นทนายจำเลยจึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบ อย่างไรก็ตาม เมื่อในวันนั้น (วันที่ 21 กันยายน 2564) จำเลยไม่ได้อยู่ต่อหน้าศาลชั้นต้นและยังไม่ทราบคำสั่งของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นจำเป็นต้องแจ้งคำสั่งนั้นให้จำเลยทราบโดยวิธีส่งหมายธรรมดาหรือโดยวิธีอื่นแทนแล้วแต่จะเห็นสมควร ตามบทบัญญัติของกฎหมาย การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีผลกระทบต่อสิทธิในการต่อสู้คดีของจำเลยอย่างยิ่ง การที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาและที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาหลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้นายนรินทร์ ถอนตัวจากการเป็นทนายจำเลย โดยให้ศาลชั้นต้นแจ้งคำสั่งดังกล่าวแก่จำเลยและพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลในชั้นนี้ให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6260/2568 ธนาคาร ท. โจทก์ นางสาว อ. จำเลย ป.วิ.พ. ม. 65 พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7