ฎีกาที่ 5409/2568
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
สัญญา เช่าซื้อ ข้อ 5 วรรคสอง เป็นข้อตกลงที่กำหนดสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญา โดยให้โจทก์ผู้ให้ เช่าซื้อ มีสิทธิเข้าตรวจสอบทรัพย์สินที่ เช่าซื้อ ได้ตลอดเวลา และจำเลยที่ 1 ผู้ เช่าซื้อ ต้องแจ้งให้แก่โจทก์ทราบถึงความชำรุดบกพร่อง สูญหายหรือเสียหาย ของทรัพย์สินที่ เช่าซื้อ ดังกล่าว ซึ่งรวมถึงการยินยอมให้โจทก์หรือตัวแทนเข้าตรวจสอบทรัพย์สินนั้น อันเป็นการกำหนดหน้าที่ตามสัญญา หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตาม โจทก์มีสิทธิตามสัญญา เช่าซื้อ ข้อ 13 (ข) ที่จะบอกเลิกสัญญา แต่เหตุแห่งการเลิกสัญญาดังกล่าวเกิดจากการใช้สิทธิของโจทก์ผู้ให้ เช่าซื้อ เข้าตรวจสอบทรัพย์สินที่ เช่าซื้อ เมื่อเวลาใด ๆ ก็ได้ จึงเป็นกรณีกำหนดการชำระหนี้ไม่ได้กำหนดเวลาลงไว้ เจ้าหนี้อาจเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลัน แต่เจ้าหนี้ต้องให้คำเตือนให้ลูกหนี้ชำระหนี้ดังกล่าวก่อน และภายหลังแต่นั้นเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ไซร้ ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ก่อนที่โจทก์จะมีคำเตือนให้จำเลยที่ 1 นำรถยนต์มาให้โจทก์ทำการตรวจสอบ และก่อนครบกำหนดระยะเวลาตามที่โจทก์ให้คำเตือนยังไม่ถือว่าจำเลยที่ 1 ตกเป็นฝ่ายผิดนัด โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยทั้งสองให้นำรถแทรกเตอร์ที่ เช่าซื้อ มาแสดงภายใน 7 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ หากจำเลยทั้งสองเพิกเฉยให้ถือว่าหนังสือฉบับนี้เป็นการบอกเลิกสัญญา อันเป็นการใช้สิทธิตามสัญญา เช่าซื้อ ข้อ 5 และข้อ 13 (ข) จำเลยทั้งสองได้รับหนังสือบอกกล่าวแล้ว แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่นำรถแทรกเตอร์ที่ เช่าซื้อ มาแสดงแก่โจทก์ จึงถือว่าจำเลยที่ 1 ตกเป็นฝ่ายผิดนัด โจทก์จึงต้องมีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ไปยังจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันหลังจากนั้น เมื่อทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ไปยังจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันหรือไม่ แม้จะปรากฏว่าโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 พร้อมกับจำเลยที่ 1 ให้นำรถแทรกเตอร์ที่ เช่าซื้อ มาแสดง แต่ขณะนั้นจำเลยที่ 1 ยังไม่ตกเป็นผู้ผิดนัด จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการบอกกล่าวการผิดนัดของลูกหนี้ไปยังผู้ค้ำประกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ยังไม่ได้ปฏิบัติตามที่บทบัญญัติแห่งกฎหมายกำหนด โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถแทรกเตอร์ที่ เช่าซื้อ คืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 301,880 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์ 40,000 บาท ค่าปรับชำระล่าช้า 9,278 บาท ค่าติดตามรถคืน 2,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 40,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และค่าขาดประโยชน์เดือนละ 8,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถแทรกเตอร์ที่ เช่าซื้อ คืนหรือใช้ราคาแทนแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถแทรกเตอร์ ยี่ห้อยันม่าร์ รุ่น EF494T หมายเลขเครื่องยนต์ M7155 คืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้จำเลยที่ 1 ใช้ราคาแทน 301,880 บาท ให้ชำระค่าขาดประโยชน์ 45,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 45,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 ตุลาคม 2563) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ ให้ชำระเบี้ยปรับ 9,278 บาท กับให้ชำระค่าขาดประโยชน์อีกเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถที่ เช่าซื้อ คืนหรือใช้ราคาแทนเสร็จ แต่ไม่เกิน 6 เดือน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้ตกเป็นพับ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าขาดประโยชน์ 40,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2561 จำเลยที่ 1 ทำสัญญา เช่าซื้อ รถแทรกเตอร์ ยี่ห้อ ย. หมายเลขตัวถัง 494-20xxxx หมายเลขเครื่องยนต์ M 71xx จากโจทก์ ในราคา เช่าซื้อ รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 482,250 บาท จำเลยที่ 1 ชำระค่า เช่าซื้อ ส่วนแรกรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 50,000 บาท ส่วนที่เหลือ 432,250 บาท ตกลงผ่อนชำระค่า เช่าซื้อ เป็นงวดรายเดือนมากน้อยไม่เท่ากัน รวม 48 งวด เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 1 มีนาคม 2561 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 1 ของเดือนถัดไปจนกว่าชำระครบ โดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้แก่โจทก์ หลังจากทำสัญญาจำเลยที่ 1 ชำระค่า เช่าซื้อ เป็นเงิน 130,370 บาท แล้วผิดนัดชำระค่า เช่าซื้อ จนถึงปัจจุบัน ยังค้างชำระค่า เช่าซื้อ ค่าปรับชำระล่าช้า โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามและบอกเลิกสัญญาฉบับลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2563 ให้จำเลยที่ 1 นำทรัพย์สินที่ เช่าซื้อ มาแสดงภายใน 7 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ หากครบกำหนดแล้วเพิกเฉยให้ถือว่าสัญญาเลิกกัน จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือวันที่ 30 พฤษภาคม 2563 เมื่อครบกำหนด 7 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือดังกล่าว จำเลยที่ 1 เพิกเฉย สัญญา เช่าซื้อ จึงเลิกกัน สำหรับประเด็นความรับผิดของจำเลยที่ 1 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ปัญหาดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า สัญญาค้ำประกันระหว่างจำเลยที่ 2 กับโจทก์ ข้อ 2 ระบุว่า หากผู้ เช่าซื้อ ผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญา เช่าซื้อ ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ รวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงการไม่ชำระหนี้ค่า เช่าซื้อ และ/หรือเงินจำนวนอื่นใดที่ต้องชำระตามสัญญา เช่าซื้อ ภายในกำหนดไม่ว่าด้วยเหตุใด หรือผิดสัญญา เช่าซื้อ ไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่บางส่วน หรือทรัพย์สินที่ เช่าซื้อ เกิดความเสียหาย สูญหาย ถูกยึด ถูกอายัดหรือถูกริบ หรือผู้ เช่าซื้อ ล้มละลาย หรือตายหรือกลายเป็นบุคคลไร้ความสามารถ หรือสาบสูญ หรือไปเสียจากถิ่นที่อยู่ หรือหาตัวไม่พบ หรือย้ายภูมิลำเนาโดยไม่ได้แจ้งให้บริษัททราบ หรือกรณีอื่นใดอันทำให้บริษัทไม่ได้รับชำระหนี้ตามสัญญา เช่าซื้อ ทั้งหมดไม่ว่าด้วยเหตุใด ผู้ค้ำประกันยินยอมรับผิดในการที่จะชำระหนี้ของผู้ เช่าซื้อ พร้อมอุปกรณ์แห่งหนี้ดังกล่าว และค่าเสียหายทั้งหมดให้แก่บริษัทจนครบถ้วนตามหนังสือสัญญาค้ำประกันนี้ และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 บัญญัติว่า อันว่าค้ำประกันนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลภายนอกคนหนึ่ง เรียกว่า ผู้ค้ำประกัน ผูกพันตนต่อเจ้าหนี้คนหนึ่ง เพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้นั้น ดังนั้นจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันกับโจทก์เพื่อประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันจึงต้องผูกพันตนต่อโจทก์เจ้าหนี้เพื่อการชำระหนี้ตามหนังสือสัญญา เช่าซื้อ ของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ เมื่อปรากฏตาม ข้อ 5 วรรคสอง ระบุว่า "ผู้ เช่าซื้อ ยินยอมให้ผู้ให้ เช่าซื้อ หรือตัวแทนของผู้ให้ เช่าซื้อ เข้าตรวจสอบสภาพทรัพย์สินได้ตลอดเวลา และนอกจากนี้ผู้ เช่าซื้อ ต้องแจ้งให้ผู้ให้ เช่าซื้อ ทราบทันที ในกรณีที่ทรัพย์สินชำรุด บกพร่อง และ/หรือไม่อยู่สภาพที่ใช้การได้ และ/หรือเสียหาย และ/หรือสูญหาย และ/หรือไปเกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุ" และวรรคสาม ระบุว่า "ในกรณีที่ผู้ให้ เช่าซื้อ พิจารณาเห็นว่าสินทรัพย์มีการใช้งาน จนอยู่ในสภาพที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ตัวรถและอุปกรณ์ได้ ผู้ให้ เช่าซื้อ หรือตัวแทนของผู้ให้ เช่าซื้อ มีสิทธินำทรัพย์สินและอุปกรณ์ดังกล่าว มาตรวจสภาพและทำการแก้ไขได้ทันที โดยผู้ เช่าซื้อ จะไม่โต้แย้งแต่ประการใดทั้งสิ้น และต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมทั้งหมด และไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายหรือค่าขาดประโยชน์ใด ๆ จากผู้ให้ เช่าซื้อ ทั้งสิ้น" ข้อสัญญาดังกล่าวเป็นข้อตกลงที่กำหนดสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญา โดยให้โจทก์ผู้ให้ เช่าซื้อ มีสิทธิเข้าตรวจสอบทรัพย์สินที่ เช่าซื้อ ได้ตลอดเวลา และจำเลยที่ 1 ผู้ เช่าซื้อ ต้องแจ้งให้แก่โจทก์ทราบถึงความชำรุดบกพร่อง สูญหายหรือเสียหาย ของทรัพย์สินที่ เช่าซื้อ ดังกล่าว ซึ่งรวมถึงการยินยอมให้โจทก์หรือตัวแทนเข้าตรวจสอบทรัพย์สินนั้น อันเป็นการกำหนดหน้าที่ตามสัญญา หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตาม โจทก์มีสิทธิตามสัญญา เช่าซื้อ ข้อ 13 (ข) ที่จะบอกเลิกสัญญา แต่เหตุแห่งการเลิกสัญญาดังกล่าวเกิดจากการใช้สิทธิของโจทก์ผู้ให้ เช่าซื้อ เข้าตรวจสอบทรัพย์สินที่ เช่าซื้อ เมื่อเวลาใด ๆ ก็ได้ จึงเป็นกรณีกำหนดการชำระหนี้ไม่ได้กำหนดเวลาลงไว้ เจ้าหนี้อาจเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลัน แต่เจ้าหนี้ต้องให้คำเตือนให้ลูกหนี้ชำระหนี้ดังกล่าวก่อน และภายหลังแต่นั้นเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ไซร้ ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว ตามบทบัญญัติ มาตรา 204 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้น ก่อนที่โจทก์จะมีคำเตือนให้จำเลยที่ 1 นำรถยนต์มาให้โจทก์ทำการตรวจสอบ และก่อนครบกำหนดระยะเวลาตามที่โจทก์ให้คำเตือนยังไม่ถือว่าจำเลยที่ 1 ตกเป็นฝ่ายผิดนัด และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 686 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อลูกหนี้ผิดนัด ให้เจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด และไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใดเจ้าหนี้จะเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ก่อนที่หนังสือบอกกล่าวจะไปถึงผู้ค้ำประกันมิได้ แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ค้ำประกันที่จะชำระหนี้เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระ บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้เมื่อลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญา โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน หลังจากวันที่จำเลยที่ 1 หรือลูกหนี้ผิดนัด ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2563 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยทั้งสองให้นำรถแทรกเตอร์ที่ เช่าซื้อ มาแสดงภายใน 7 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ หากจำเลยทั้งสองเพิกเฉยให้ถือว่าหนังสือฉบับนี้เป็นการบอกเลิกสัญญา อันเป็นการใช้สิทธิตามสัญญา เช่าซื้อ ข้อ 5 และข้อ 13 (ข) จำเลยทั้งสองได้รับหนังสือบอกกล่าวเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2563 ครบกำหนดตามหนังสือบอกกล่าวเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2563 จำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่นำรถแทรกเตอร์ที่ เช่าซื้อ มาแสดงแก่โจทก์ตามหนังสือดังกล่าว จึงถือว่าจำเลยที่ 1 ตกเป็นฝ่ายผิดนัดเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2563 เมื่อทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าหลังจากวันที่ 7 มิถุนายน 2563 ได้มีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ไปยังจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันหรือไม่ แม้จะปรากฏว่า เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2563 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 พร้อมกับจำเลยที่ 1 ให้นำรถแทรกเตอร์ที่ เช่าซื้อ มาแสดงและจำเลยที่ 2 ได้รับหนังสือบอกกล่าวเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2563 ตามที่กล่าวข้างต้น ซึ่งขณะนั้นจำเลยที่ 1 ยังไม่ตกเป็นผู้ผิดนัด จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการบอกกล่าวการผิดนัดของลูกหนี้ไปยังผู้ค้ำประกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคหนึ่ง โจทก์ยังไม่ได้ปฏิบัติตามที่บทบัญญัติแห่งกฎหมายกำหนด ในชั้นนี้โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5409/2568 บริษัท ย. โจทก์ นาย จ. กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 204 วรรคหนึ่ง , ม. 680 , ม. 686 วรรคหนึ่ง