ฎีกาที่ 6844/2568
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์กับ พ. บิดาจำเลยร่วมกันซื้อ ที่ดิน ที่ดิน ส่วนของโจทก์อยู่ด้านทิศเหนือ ทางพิจารณาได้ความว่า ที่ดิน ทั้งแปลงเดิมเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 ต่อมามีการแบ่งแยก ที่ดิน ด้านทิศเหนือออกเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 9291 โดย ที่ดิน ด้านทิศใต้ คงเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 ต่อมา ที่ดิน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 ได้ออกเป็นโฉนดเลขที่ 75240 ดังนี้ ย่อมแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์ได้ว่าโจทก์ประสงค์ให้จำเลยโอน ที่ดิน ในส่วนของโจทก์ด้านทิศเหนือ การที่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องขอให้จำเลยโอน ที่ดิน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 หรือโฉนดเลขที่ 75240 ซึ่งอยู่ทางด้านทิศใต้ จึงเป็นการระบุผิดพลาดโดยชัดเจน ศาลย่อมพิพากษาให้จำเลยโอน ที่ดิน ด้านทิศเหนือตามคำบรรยายฟ้องที่ถูกต้องได้ ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนการจดทะเบียนโอน ที่ดิน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 ซึ่งปัจจุบันคือ ที่ดิน โฉนดเลขที่ 75240 เนื้อที่ 198 ตารางวา ระหว่างบริษัท ซ. กับจำเลยเสีย และมีคำพิพากษาแสดงว่า ที่ดิน ดังกล่าวเนื้อที่ 198 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งตั้งอยู่ด้านทิศเหนือเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์และบังคับให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ใน ที่ดิน พร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวแก่โจทก์โดยให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของราคา ที่ดิน ปัจจุบัน 1,643.400 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะแบ่งแยกจดทะเบียนโอน ที่ดิน แก่โจทก์เสร็จสิ้น หากจำเลยเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยแบ่งแยก ที่ดิน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 (เดิม) หรือเลขที่ 9291 (ใหม่) ด้านทิศเหนือ เนื้อที่ 198 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างบน ที่ดิน แปลงดังกล่าวแก่โจทก์ ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายออกคนละครึ่ง โดยโจทก์ต้องชำระเงิน 1,015,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนาย ศ. หรือ ป. เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามร่วมกับกรรมการอื่นกระทำการผูกพันโจทก์ได้ จำเลยเป็นบุตรของนาย พ. เมื่อปลายปี 2543 นาย ศ. กับนาย พ. ร่วมกันจองซื้อ ที่ดิน จัดสรรแปลงหมายเลข บี 26 เนื้อที่ 408 ตารางวา ในโครงการ บ. ของบริษัท ค. ซึ่งเป็น ที่ดิน มีหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 มีชื่อบริษัท ซ. เป็นผู้ครอบครองและได้ทำประโยชน์ ในการทำสัญญาจะซื้อจะขาย ที่ดิน ดังกล่าวตกลงราคาตารางวาละ 6,500 บาท และวางเงินมัดจำไว้ 400,000 บาท นาย ศ. กับนาย พ. ตกลงแบ่ง ที่ดิน คนละกึ่งหนึ่งโดย ที่ดิน ด้านทิศเหนือเป็นของนาย ศ. ส่วน ที่ดิน ด้านทิศใต้เป็นของนาย พ. และมอบหมายให้นาย พ.เป็นผู้ทำสัญญาจะซื้อ ที่ดิน ดังกล่าวกับผู้ขายเพียงผู้เดียว กับมอบหมายให้นาย พ. ว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด จ. ซึ่งมีนางสาว ล. เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ให้ปลูกสร้างบ้านรับรองให้แก่โจทก์ 1 หลังบน ที่ดิน ด้านทิศเหนือ โจทก์จ่ายเงินค่าก่อสร้างแล้ว 1,500,000 บาท บ้านรับรองของโจทก์สร้างเสร็จปี 2545 ต่อมาวันที่ 13 ธันวาคม 2547 โครงการผู้ขายมีหนังสือแจ้งให้นายพินิจนำเงินค่า ที่ดิน ที่ค้าง 1,640,000 บาท ไปชำระเพื่อกำหนดนัดวันโอนสิทธิใน ที่ดิน จากนั้นเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2549 จำเลยได้ทำสัญญาซื้อ ที่ดิน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 เนื้อที่ 408 ตารางวา ดังกล่าวจากบริษัท ซ. และได้จดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองและทำประโยชน์แล้ว วันที่ 21 มีนาคม 2550 โจทก์มีหนังสือแจ้งนาย พ. กับจำเลยให้แบ่งแยก ที่ดิน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวด้านทิศเหนือ เนื้อที่ 200 ตารางวา คืนให้แก่โจทก์ตามข้อตกลงโดยโจทก์จะชำระเงินค่า ที่ดิน ค้างชำระ 250,000 บาท กับค่าก่อสร้างค้างชำระ 250,000 บาท รวม 500,000 บาท ให้ในวันแบ่งแยกและโอนสิทธิครอบครองใน ที่ดิน ต่อมาวันที่ 25 เมษายน 2550 จำเลยได้ขอแบ่งแยก ที่ดิน ด้านทิศเหนือเนื้อที่ 210 ตารางวา ออกจากเนื้อ ที่ดิน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 จึงเหลือเนื้อ ที่ดิน 198 ตารางวา ส่วน ที่ดิน ด้านทิศเหนือ เนื้อที่ 210 ตารางวา เจ้าพนักงาน ที่ดิน ได้ออกหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 9291 ให้ จากนั้นปี 2554 จำเลยได้ยื่นคำร้องขอรังวัดออกโฉนด ที่ดิน เฉพาะรายตามหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 ซึ่งเจ้าพนักงาน ที่ดิน ได้ออกหลักฐานโฉนดเลขที่ 75240 เนื้อที่ 198 ตารางวา ให้แทน เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2557 ส่วน ที่ดิน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 9291 เนื้อที่ 208 ตารางวา ปรากฏหลักฐานว่าจำเลยได้ขอรังวัดออกโฉนดไว้ด้วย แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า เจ้าพนักงาน ที่ดิน ได้ออกหลักฐานโฉนดหมายเลขอะไร และปัจจุบัน ที่ดิน ดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว เห็นควรวินิจฉัยก่อนว่า โจทก์ฟ้องว่า ที่ดิน ส่วนของโจทก์อยู่ด้านทิศเหนือ แต่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องขอให้จำเลยจดทะเบียนโอน ที่ดิน แปลงด้านทิศใต้ ศาลจะพิพากษาให้จำเลยโอน ที่ดิน แปลงด้านทิศเหนือที่ถูกต้องได้หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องยืนยันว่า ที่ดิน ส่วนของโจทก์อยู่ด้านทิศเหนือ ประกอบกับทางพิจารณาได้ความว่า ที่ดิน ทั้งแปลงเดิมเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 ต่อมามีการแบ่งแยก ที่ดิน ด้านทิศเหนือออกเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 9291 โดย ที่ดิน ด้านทิศใต้ คงเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 ต่อมา ที่ดิน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 ได้ออกเป็นโฉนดเลขที่ 75240 ดังนี้ ย่อมแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์ได้ว่าโจทก์ประสงค์ให้จำเลยโอน ที่ดิน ในส่วนของโจทก์ด้านทิศเหนือ การที่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องขอให้จำเลยโอน ที่ดิน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 หรือโฉนดเลขที่ 75240 ซึ่งอยู่ทางด้านทิศใต้ จึงเป็นการระบุผิดพลาดโดยชัดเจน ศาลย่อมพิพากษาให้จำเลยโอน ที่ดิน ด้านทิศเหนือตามคำบรรยายฟ้องที่ถูกต้องได้ ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ปัญหาตามฎีกาของโจทก์มีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มอบหมายให้นาย พ. บิดาจำเลยจำเลยเป็นตัวแทนซื้อ ที่ดิน ร่วมกับนาย พ. แล้วนาย พ. จะแบ่งแยก ที่ดิน ส่วนของโจทก์ให้ในภายหลังโดยโจทก์ชำระเงินให้นาย พ. ไปบางส่วนแล้ว แต่ต่อมานาย พ. มอบหมายให้จำเลยซื้อและจดทะเบียนรับโอน ที่ดิน ดังกล่าว ส่วนจำเลยให้การต่อสู้ว่า นาย พ. ชักชวนนาย ศ. กรรมการโจทก์ซื้อ ที่ดิน ดังกล่าวโดยโจทก์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใด ดังนี้ จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยก่อนว่า นาย พ. เป็นตัวแทนของโจทก์ในการซื้อ ที่ดิน พิพาทหรือไม่ หากฟังได้ว่านาย พ. เป็นตัวแทนของโจทก์โดยนาย พ. มอบหมายให้จำเลยซื้อ ที่ดิน พิพาทแทนโจทก์แล้ว จึงจะนำไปสู่ประเด็นเรื่องอายุความว่า เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกทรัพย์สินจากตัวแทนที่ได้รับไว้เกี่ยวด้วยการเป็นตัวแทนที่มีอายุความ 10 ปี ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย หรือเป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์คือ ที่ดิน ส่วนของโจทก์ที่นาย พ. ซื้อแทนคืนโดยไม่มีกำหนดอายุความดังที่โจทก์ฎีกา แต่หากฟังได้ตามที่จำเลยต่อสู้ว่านาย พ. ไม่ได้เป็นตัวแทนของโจทก์ในการซื้อ ที่ดิน พิพาท และจำเลยเป็นผู้ซื้อ ที่ดิน พิพาทโดยตนเองแล้ว ย่อมไม่เกิดประเด็นเรื่องอายุความดังกล่าวให้ต้องวินิจฉัย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยกประเด็นเรื่องอายุความดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยโดยยังไม่ได้วินิจฉัยประเด็นเรื่องการเป็นตัวแทนโจทก์ของนาย พ. หรือไม่ก่อน จึงไม่ชอบ เห็นควรย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยประเด็นดังกล่าวใหม่ พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามลำดับประเด็นแห่งคดี คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นในชั้นนี้ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6844/2568 บริษัท ป. โจทก์ นาย ก. จำเลย ป.วิ.พ. ม. 142 (5)