ฎีกาที่ 6888-6889/2568
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4
พ.ศ. 2560 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 4 บุคคลใดให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินหรือกระทำการใด ๆ อันมีลักษณะเป็นการอำพรางการให้กู้ยืมเงิน โดยมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกิน...
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 25
พ.ศ. 2545 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 25 ในการพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการ ให้คู่พิพาทได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน และให้มีโอกาสนำสืบพยานหลักฐานและเสนอข้ออ้างข้อต่อสู้ของตนได้ตามพฤติการณ์แห่งข้อพิพาทนั้น ในกร...
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 37
พ.ศ. 2545 · approved_timeline_selection
มาตรา 37 คำชี้ขาดต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อคณะอนุญาโตตุลาการถ้าคณะอนุญาโตตุลาการมีจำนวนมากกว่าหนึ่งคน การลงลายมือชื่อของอนุญาโตตุลาการเสียงข้างมากถือว่าเพียงพอแล้วแต่ต้องจดแจ้งเ...
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40
พ.ศ. 2545 · approved_timeline_selection
มาตรา 40 การคัดค้านคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการอาจทำได้โดยการขอให้ศาลที่มีเขตอำนาจเพิกถอนคำชี้ขาดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรานี้ คู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดได้ โดยยื่...
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 42
พ.ศ. 2545 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 42 เมื่อคู่พิพาทฝ่ายใดประสงค์จะให้มีการบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ให้คู่พิพาทฝ่ายนั้นยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจภายในกำหนดเวลาสามปีนับแต่วันที่อาจบังคับตามคำชี้ข...
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45
พ.ศ. 2545 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 45 ห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่ (1) การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน (2)...
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 46
พ.ศ. 2545 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 46 ในกรณีที่คู่พิพาทมิได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในชั้นอนุญาโตตุลาการ ตลอดจนค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการ แต่ไม่รวมถึงค่าทนายความและค่าใช้จ่ายของทนายความ...
ย่อสั้น
คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระเงินแก่ผู้ร้อง ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 42 ส่วนผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการเดียวกันเป็นอีกคดีหนึ่งตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 จึงเป็นกรณีที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านต่างฝ่ายต่างใช้สิทธิทางศาลยื่นคำร้องโดยอาศัยสิทธิ เงื่อนไข และหลักเกณฑ์ในการพิจารณาที่แตกต่างกัน และต่างมีคำขอให้บังคับแยกต่างหากจากกัน จึงต่างเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามตาราง 1 (1) (ข) ท้าย ป.วิ.พ. การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาทั้งสองสำนวนเข้าด้วยกันเป็นไปเพื่อความสะดวกในการพิจารณาพิพากษาและเพื่อประโยชน์แก่คู่ความทั้งสองฝ่ายเท่านั้น หาได้ทำให้คดีที่คู่ความแต่ละฝ่ายต่างมีคำขอบังคับตามสิทธิของตนต่างหากจากกันกลายเป็นรวมคำนวณทุนทรัพย์เป็นคดีเดียวกันไม่ การพิจารณาทุนทรัพย์จึงต้องแยกเป็นรายคดี
ย่อยาว
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกผู้ร้องในสำนวนแรกซึ่งเป็นผู้คัดค้านในสำนวนหลังว่า ผู้ร้อง และเรียกผู้คัดค้านในสำนวนแรกซึ่งเป็นผู้ร้องในสำนวนหลังว่า ผู้คัดค้าน สำนวนแรก ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ โดยให้ผู้คัดค้านชำระเงินกู้ยืม 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าดำเนินการ 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าดำเนินการที่สอง 16,000 ดอลลาร์สหรัฐ เงินจำนวน 22,253 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับดอกเบี้ยที่คิดกับเงินกู้ยืมตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2560 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2563 ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินกู้ยืมตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 จนกว่าผู้คัดค้านจะชำระคืนเงินกู้ยืมครบถ้วน คิดถึงวันยื่นคำร้องเป็นเงิน 11,958.90 ดอลลาร์สหรัฐ ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของค่าดำเนินการและค่าดำเนินการที่สองตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 จนกว่าผู้คัดค้านจะชำระค่าดำเนินการทั้งสองส่วนดังกล่าวครบถ้วน คิดถึงวันยื่นคำร้องเป็นเงิน 4,903.15 ดอลลาร์สหรัฐ และให้ผู้คัดค้านชำระเงินค่าใช้จ่ายของการอนุญาโตตุลาการ 229,189.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าใช้จ่ายของการอนุญาโตตุลาการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 จนกว่าจะชำระเงินค่าใช้จ่ายดังกล่าวครบถ้วนแก่ผู้ร้อง คิดถึงวันยื่นคำร้องเป็นเงิน 27,408.55 บาท ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง สำนวนที่สอง ผู้คัดค้านยื่นคำร้องว่า ขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 33/2562 หมายเลขแดงที่ 107/2563 ฉบับลงวันที่ 30 กันยายน 2563 ของสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง และบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 33/2562 หมายเลขแดงที่ 107/2563 โดยให้ผู้คัดค้านชำระเงินจำนวน 113,253 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 41,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับจากวันที่ 1 ตุลาคม 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง แต่ดอกเบี้ยของต้นเงิน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ คิดถึงวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต้องไม่เกิน 11,958.90 ดอลลาร์สหรัฐ และดอกเบี้ยของต้นเงิน 41,000 ดอลลาร์สหรัฐดังกล่าว คิดถึงวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต้องไม่เกิน 4,903.15 ดอลลาร์สหรัฐ ตามที่ผู้ร้องขอ ในกรณีที่ผู้คัดค้านจะชำระเป็นเงินบาท ให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ที่ขายให้แก่ลูกค้าในวันที่ใช้เงินจริง ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าว ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราเช่นว่านั้นก่อนวันดังกล่าว ในกรณีธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยหรืออัตราอ้างอิง ก็ให้ใช้อัตรานั้นเป็นเกณฑ์ในการคำนวณ ให้ผู้คัดค้านชำระเงิน 229,189.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับจากวันที่ 1 ตุลาคม 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง แต่คิดดอกเบี้ยถึงวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต้องไม่เกิน 27,408.55 บาท ตามที่ผู้ร้องขอ ให้ยกคำร้องของผู้คัดค้าน กับให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้องทั้งสองสำนวน โดยกำหนดค่าทนายความรวม 100,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมของผู้คัดค้านและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ผู้คัดค้านเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนตามกฎหมายของประเทศไทย เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2560 ผู้คัดค้านทำ สัญญา กู้ยืมเงินและบริการสนับสนุนกับผู้ร้อง โดยผู้ร้องตกลงจะสนับสนุนเงิน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อการดำเนินงานทางกฎหมายและต่อสู้คดีของผู้คัดค้านซึ่งดำเนินคดีในสหราชอาณาจักร โดยตกลงคิดค่าดำเนินการเป็นเงิน 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ กำหนดให้ผู้คัดค้านชำระคืนภายในวันที่ 12 เมษายน 2561 หากผู้คัดค้านไม่ชำระภายในกำหนด ตกลงชำระเงินค่าดำเนินการอีกจำนวน 16,000 ดอลลาร์สหรัฐ สัญญา ดังกล่าวกำหนดให้ตีความตามกฎหมายอังกฤษและเวลส์ และกำหนดวิธีการระงับข้อพิพาทโดยวิธีการอนุญาโตตุลาการในประเทศไทยภายใต้ข้อบังคับอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2562 ผู้ร้องยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม เป็นข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 33/2562 ว่าผู้คัดค้านผิด สัญญา ให้ผู้คัดค้านชำระต้นเงินกู้ยืมตาม สัญญา พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ค่าดำเนินการ ค่าดำเนินการที่สอง ค่าใช้จ่ายของการอนุญาโตตุลาการ และวิธีการเยียวยาอื่น ๆ ตามที่คณะอนุญาโตตุลาการเห็นสมควร ต่อมาเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2563 คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระเงินกู้ยืม 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าดำเนินการ 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าดำเนินการที่สอง 16,000 ดอลลาร์สหรัฐ เงินจำนวน 22,253 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับดอกเบี้ยที่คิดกับเงินกู้ยืมตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2560 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2563 ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินกู้ยืมตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 จนกว่าผู้คัดค้านจะชำระคืนเงินกู้ยืมครบถ้วน ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของค่าดำเนินการและค่าดำเนินการที่สองตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 จนกว่าผู้คัดค้านจะชำระค่าดำเนินการทั้งสองส่วนดังกล่าวครบถ้วน และค่าใช้จ่ายของการอนุญาโตตุลาการ 229,189.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าใช้จ่ายของการอนุญาโตตุลาการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 จนกว่าจะชำระเงินค่าใช้จ่ายดังกล่าวครบถ้วน ผู้คัดค้านได้รับสำเนาคำชี้ขาดแล้วแต่ไม่ชำระเงินตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนเนื่องจาก สัญญา พิพาทมีลักษณะเป็นการตกลงให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้คัดค้านเพื่อให้สามารถดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในกรุงลอนดอนต่อไปได้ และจะมีสิทธิเรียกร้องเงินดังกล่าวได้ก็ต่อเมื่อผู้คัดค้านชนะคดี จึงเป็นกรณีที่ผู้ร้องเข้าทำ สัญญา โดยมีเจตนาแสวงหาประโยชน์จากการที่ผู้อื่นเป็นความกันโดยผู้ร้องไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี วัตถุประสงค์แห่ง สัญญา จึงขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน นั้น ในชั้นอนุญาโตตุลาการผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า สัญญา พิพาทไม่ใช่ สัญญา กู้ยืมเงิน แต่เป็น สัญญา จัดหาเงินทุนของบุคคลที่สามเพื่อช่วยเหลือการฟ้องร้องคดี ต่อมาคณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยตีความประเภทของ สัญญา ตามพยานหลักฐานที่คู่พิพาทเสนอในชั้นอนุญาโตตุลาการ โดยเห็นว่า สัญญา พิพาทเป็น สัญญา กู้ยืมเงิน ไม่ใช่ สัญญา จัดหาเงินทุนของบุคคลที่สามเพื่อช่วยเหลือการฟ้องร้องคดี เนื่องจากจำนวนเงินกู้ยืมและดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นถูกกำหนดให้ชำระคืนภายในวันที่ระบุไว้แน่นอนและไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ของการฟ้องร้องคดีที่กรุงลอนดอน คณะอนุญาโตตุลาการจึงเชื่อว่าคู่ สัญญา มีเจตนาทำ สัญญา กู้ยืมเงิน ข้อ สัญญา ที่กำหนดให้ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระเงินเป็นลำดับที่สองไม่ได้ทำให้การชำระคืนเงินที่ครบกำหนดอยู่ภายใต้เงื่อนไขหรือผลลัพธ์ของการฟ้องร้องที่กรุงลอนดอน ดังนี้ การที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า สัญญา พิพาทมิใช่ สัญญา กู้ยืมเงิน ย่อมเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการวินิจฉัยเจตนาของคู่ สัญญา อันเป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานรวมถึงการตีความข้อ สัญญา ซึ่งอยู่ในอำนาจวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการ จึงไม่เข้ากรณีใดกรณีหนึ่งดังที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า ผู้ร้องให้ผู้คัดค้านกู้ยืมเงินโดยมิได้ให้บริการหรือดำเนินการใด ๆ เพื่อตอบแทนการเรียกเก็บค่าดำเนินการและค่าดำเนินการที่สอง หรือเป็นค่าตอบแทนความเสี่ยงเบี้ยประกัน ค่าสินไหมทดแทน หรือค่าใช้จ่ายอย่างอื่นที่ผู้ร้องต้องรับภาระหรือรับความเสี่ยงที่ต้องร่วมรับผิดในเงินกู้ที่จัดหามาจากบุคคลภายนอก ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังว่าค่าดำเนินการทั้งสองส่วนเป็นดอกเบี้ย นั้น เป็นการอุทธรณ์โต้แย้งข้อเท็จจริงว่าค่าดำเนินการทั้งสองส่วนไม่ใช่ค่าดำเนินการที่แท้จริง แต่มีลักษณะเป็นดอกเบี้ย เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่ามีการคิดดอกเบี้ยโดยชอบด้วยกฎหมายไทยหรือไม่ อุทธรณ์ของผู้คัดค้านดังกล่าวจึงเป็นการหยิบยกข้อเท็จจริงขึ้นอ้างเพื่อโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของคณะอนุญาโตตุลาการ โดยไม่ปรากฏว่าคณะอนุญาโตตุลาการใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นนี้ขัดต่อกฎหมายอังกฤษและเวลส์อย่างไร กรณีจึงไม่เข้าเหตุที่จะอุทธรณ์ตามมาตรา 45 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านว่า การที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยให้ผู้คัดค้านชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าดำเนินการและค่าดำเนินการที่สอง และชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของค่าใช้จ่ายของการอนุญาโตตุลาการ เป็นคำชี้ขาดที่เกินขอบเขตแห่งข้อ สัญญา ในการเสนอข้อพิพาท ขัดต่อพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 37 วรรคสอง และข้อบังคับสำนักงานศาลยุติธรรมว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ ข้อ 44 หรือไม่ โดยผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า ผู้ร้องมีคำเสนอข้อพิพาทขอให้คณะอนุญาโตตุลาการกำหนดวิธีเยียวยาที่เหมาะสมสำหรับค่าใช้จ่ายและต้นทุนที่เกิดจากการดำเนินกระบวนการอนุญาโตตุลาการเพิ่มเติม มิได้มีคำขอให้กำหนดค่าเสียหายเพิ่มเติมนอกเหนือจากต้นเงินของคำขอท้ายคำเสนอข้อพิพาท นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 37 วรรคสอง และข้อบังคับสำนักงานศาลยุติธรรมว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ ข้อ 44 กำหนดให้คณะอนุญาโตตุลาการชี้ขาดการใดให้เกินขอบเขตแห่ง สัญญา อนุญาโตตุลาการหรือคำขอของคู่พิพาทไม่ได้ คดีนี้ผู้ร้องมีคำเสนอข้อพิพาทโดยมีคำขอให้ผู้คัดค้านชำระเงินกู้ยืมจำนวน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว และให้ผู้คัดค้านชำระค่าดำเนินการ 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ และค่าดำเนินการที่สอง 16,000 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนข้อ 12 ข. ผู้ร้องมีคำขอให้ผู้คัดค้านชำระค่าฤชาธรรมเนียม ค่าใช้จ่าย ค่าธรรมเนียมทางกฎหมาย และค่าธรรมเนียมวิชาชีพอื่น ๆ ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในการดำเนินการอนุญาโตตุลาการนี้ และมีคำขอในข้อ 12 ค. ให้คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดถึงวิธีการเยียวยาอื่นใดที่คณะอนุญาโตตุลาการเห็นว่าเหมาะสม เมื่อผู้ร้องมีคำขอถึงวิธีการเยียวยาอื่นใดที่คณะอนุญาโตตุลาการเห็นว่าเหมาะสมในข้อ 12 ค. แยกต่างหากจากข้ออื่น จึงไม่ใช่คำขอให้คณะอนุญาโตตุลาการกำหนดวิธีเยียวยาเฉพาะในส่วนค่าใช้จ่ายและต้นทุนที่เกิดจากการดำเนินกระบวนการอนุญาโตตุลาการในข้อ 12 ข. ดังที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ดังนั้น การที่คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของค่าดำเนินการและค่าดำเนินการที่สอง และชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของค่าใช้จ่ายของการอนุญาโตตุลาการ จึงเป็นกรณีที่คณะอนุญาโตตุลาการกำหนดวิธีการเยียวยาที่เห็นว่าเหมาะสมตามที่ผู้ร้องมีคำขอในคำเสนอข้อพิพาทแล้ว ไม่ใช่คำชี้ขาดที่เกินขอบเขตแห่ง สัญญา อนุญาโตตุลาการหรือเกินคำขอของคู่พิพาท ส่วนที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า ค่าดำเนินการและค่าดำเนินการที่สองเป็นดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์ที่ผู้ร้องได้รับจากการให้กู้ยืมเงิน เมื่อคำนวณรวมกับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินกู้ยืม 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ แล้วเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี อันเป็นการฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 และพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 ข้อตกลงดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ และการที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยให้ผู้คัดค้านชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของค่าดำเนินการและค่าดำเนินการที่สองมีลักษณะเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ย เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคสอง ทั้งคำชี้ขาดในหัวข้อค่าดำเนินการมิได้ระบุเหตุผลแห่งการวินิจฉัยในหัวข้อค่าดำเนินการโดยชัดแจ้ง ขัดต่อพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 37 วรรคสอง การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดดังกล่าวจึงขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน นั้น เห็นว่า สัญญา พิพาทกำหนดให้ตีความตามกฎหมายอังกฤษและเวลส์ เมื่อผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านในชั้นอนุญาโตตุลาการว่า จำนวนเงินค่าดำเนินการรวมเข้ากับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีตาม สัญญา เกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ขัดต่อกฎหมายไทย ผู้คัดค้านจึงไม่ต้องรับผิด คณะอนุญาโตตุลาการได้วินิจฉัยในประเด็นนี้ว่า เมื่อกฎหมายที่บังคับใช้กับบรรดา สัญญา คือกฎหมายอังกฤษและเวลส์ ข้อพิพาทใดที่เกิดขึ้นจาก สัญญา ต้องพิจารณาตามกฎหมายดังกล่าว ข้ออ้างที่ว่าค่าดำเนินการเมื่อรวมกับดอกเบี้ยแล้วเกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามกฎหมายไทยจึงตกไป และวินิจฉัยว่าผู้ร้องได้จัดหาเงินกู้ยืมจำนวน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐแล้ว ผู้ร้องจึงมีสิทธิในเงินค่าดำเนินการ 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อผู้คัดค้านไม่ได้ชำระเงินกู้ยืมภายในกำหนด ผู้ร้องจึงมีสิทธิในค่าดำเนินการที่สอง 16,000 ดอลลาร์สหรัฐ จึงให้ผู้คัดค้านรับผิดชำระเงินค่าดำเนินการทั้งสองส่วนดังกล่าว ดังนี้ เห็นได้ว่าคณะอนุญาโตตุลาการได้ระบุถึงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยที่ให้ผู้คัดค้านรับผิดชำระค่าดำเนินการและค่าดำเนินการที่สองไว้ตามประเด็นโดยชัดแจ้งแล้ว อุทธรณ์ของผู้คัดค้านในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านประการต่อมาว่า การที่คณะอนุญาโตตุลาการใช้กฎหมายไทยวินิจฉัยให้ผู้คัดค้านรับผิดดอกเบี้ยของค่าดำเนินการ และค่าดำเนินการที่สองในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นคำชี้ขาดที่ไม่อยู่ในขอบเขตของ สัญญา อนุญาโตตุลาการและกระบวนพิจารณามิได้เป็นไปตามที่คู่พิพาทตกลงกันหรือไม่ เห็นว่า คำชี้ขาดคณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่ากฎหมายที่ใช้บังคับกับ สัญญา รวมถึงการอนุญาโตตุลาการคือกฎหมายอังกฤษและเวลส์ และเมื่อพิจารณาถึงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการทั้งหมดก็เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดตามกฎหมายอังกฤษและเวลส์ การที่คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 เป็นเพียงการอ้างอิงอัตราดอกเบี้ยที่คณะอนุญาโตตุลาการเห็นว่าเป็นวิธีการเยียวยาความเสียหายที่เหมาะสม โดยเทียบเคียงกับอัตราดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในขณะนั้นเท่านั้น หาใช่เป็นกรณีที่คณะอนุญาโตตุลาการนำกฎหมายไทยมาใช้บังคับแก่การกำหนดอัตราดอกเบี้ยในคดีนี้ไม่ คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจึงเป็นคำชี้ขาดที่อยู่ในขอบเขตของ สัญญา อนุญาโตตุลาการและเป็นไปตามกระบวนพิจารณาที่คู่พิพาทตกลงกัน อุทธรณ์ของผู้คัดค้านในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านประการต่อมาว่า การที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยให้ผู้คัดค้านรับผิดตาม สัญญา พิพาทขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ โดยผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า สัญญา กู้ยืมเงินมีลักษณะเป็นตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์ตามบัญชีอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร เมื่อ สัญญา กู้ยืมเงินและบริการสนับสนุนที่พิพาทมิได้ปิดอากรแสตมป์ จึงไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานได้ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 25 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่คู่พิพาทมิได้ตกลงกันหรือกฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ให้คณะอนุญาโตตุลาการมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ได้ตามที่เห็นสมควร อำนาจของคณะอนุญาโตตุลาการนี้ให้รวมถึงอำนาจวินิจฉัยในเรื่องการรับฟังพยานหลักฐานและการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงด้วย" และในวรรคสามบัญญัติว่า "เพื่อประโยชน์แห่งหมวดนี้ คณะอนุญาโตตุลาการอาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยพยานหลักฐานมาใช้โดยอนุโลม" เมื่อในชั้นอนุญาโตตุลาการไม่ปรากฏว่าคู่พิพาทมีการตกลงกันกำหนดอำนาจของคณะอนุญาโตตุลาการในเรื่องการรับฟังพยานหลักฐานไว้เป็นอย่างอื่น คณะอนุญาโตตุลาการจึงมีอำนาจที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ได้ตามที่เห็นสมควร ซึ่งรวมถึงอำนาจวินิจฉัยในเรื่องการรับฟังพยานหลักฐานและชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานด้วย ซึ่งตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการคดีนี้ปรากฏว่า คณะอนุญาโตตุลาการได้ออกคำสั่งเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาหลายครั้งรวมถึงคำสั่งเกี่ยวกับพยานหลักฐานด้วย แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการตกลงกันให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งรวมถึงประมวลรัษฎากรมาใช้กับการรับฟังพยานเอกสารในชั้นอนุญาโตตุลาการ ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านเคยโต้แย้งในชั้นอนุญาโตตุลาการเกี่ยวกับการรับฟัง สัญญา กู้ยืมเงินและบริการสนับสนุนว่าไม่มีการปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากรแต่อย่างใด ดังนี้ การที่คณะอนุญาโตตุลาการรับฟังพยานเอกสาร สัญญา กู้ยืมเงินและ สัญญา ให้บริการดังกล่าวแล้วมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านรับผิดชำระเงินตาม สัญญา จึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อุทธรณ์ของผู้คัดค้านในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านอีกว่า คำชี้ขาดที่ให้ผู้คัดค้านรับผิดชำระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่ผู้ร้องเรียกร้องจำนวน 157,000 บาท ขัดต่อพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 46 และข้อบังคับสำนักงานศาลยุติธรรมว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ ข้อ 57 หรือไม่ โดยผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า ประกาศสำนักงานศาลยุติธรรมเรื่องอัตราค่าบริการของผู้แทนหรือบุคคลเพื่อช่วยเหลือในการดำเนินกระบวนพิจารณาอนุญาโตตุลาการของสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม กำหนดอัตราขั้นสูงของค่าบริการของผู้แทนหรือบุคคลเพื่อช่วยเหลือในการดำเนินกระบวนพิจารณาไว้ในกรณีทุนทรัพย์คดีนี้เพียง 3,000 บาท เห็นว่า แม้ข้อบังคับสำนักงานศาลยุติธรรมว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ ข้อ 57 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยข้อบังคับสำนักงานศาลยุติธรรมว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 ระบุให้คณะอนุญาโตตุลาการกำหนดไว้ในคำชี้ขาดเรื่องค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในชั้นอนุญาโตตุลาการ ตลอดจนค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการ รวมถึงค่าบริการของผู้แทนหรือบุคคลเพื่อช่วยเหลือในการดำเนินกระบวนพิจารณา ซึ่งได้รับแต่งตั้งตามข้อ 12 โดยให้อัตราค่าบริการดังกล่าวเป็นไปตามประกาศสำนักงานศาลยุติธรรมว่าด้วยค่าบริการของผู้แทนหรือบุคคลเพื่อช่วยเหลือในการดำเนินกระบวนพิจารณาอนุญาโตตุลาการ และตามประกาศสำนักงานศาลยุติธรรม เรื่อง อัตราค่าบริการของผู้แทนหรือบุคคลเพื่อช่วยเหลือในการดำเนินกระบวนพิจารณาอนุญาโตตุลาการของสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม ที่ออกโดยอาศัยอำนาจของข้อบังคับดังกล่าว กำหนดอัตราขั้นสูงที่คณะอนุญาโตตุลาการอาจกำหนดในคดีที่มีทุนทรัพย์ไม่เกิน 5,000,000 บาท ไว้เพียง 3,000 บาท ตามที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ก็ตาม แต่ข้อบังคับที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวประกาศเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2562 มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันประกาศเป็นต้นไป ส่วนประกาศสำนักงานศาลยุติธรรม ข้อ 4 ระบุว่า ประกาศนี้ไม่ใช้บังคับแก่ข้อพิพาทที่ได้ยื่นคำเสนอข้อพิพาทไว้ก่อนที่ประกาศนี้มีผลใช้บังคับ โดยในข้อ 2 กำหนดให้ประกาศใช้บังคับตั้งแต่วันที่ข้อบังคับสำนักงานศาลยุติธรรมว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 มีผลใช้บังคับเป็นต้นไป เมื่อปรากฏว่าผู้ร้องยื่นคำเสนอข้อพิพาทเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2562 ก่อนวันที่ข้อบังคับและประกาศดังกล่าวมีผลใช้บังคับ ข้อบังคับและประกาศดังกล่าวจึงไม่มีผลใช้บังคับกับการกำหนดค่าใช้จ่ายในชั้นอนุญาโตตุลาการคดีนี้ เมื่อพยานหลักฐานที่ผู้คัดค้านนำสืบไม่ปรากฏว่าการกำหนดค่าใช้จ่ายของคณะอนุญาโตตุลาการเป็นการใช้ดุลพินิจที่ขัดต่อกฎหมายหรือข้อบังคับที่มีผลใช้บังคับกับกระบวนพิจารณาในชั้นอนุญาโตตุลาการคดีนี้อย่างไร การที่คณะอนุญาโตตุลาการกำหนดค่าใช้จ่ายอื่น ๆ นอกเหนือจากค่าธรรมเนียมอนุญาโตตุลาการและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในกระบวนพิจารณาของการอนุญาโตตุลาการเป็นเงิน 157,000 บาท จึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ดังนั้น การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจึงไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ และให้ยกคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของผู้คัดค้านมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น ส่วนที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ประการสุดท้ายขอให้ศาลมีคำสั่งคืนค่าขึ้นศาลตามส่วนโดยอ้างว่าชำระเกินกว่าที่กฏหมายกำหนดนั้น เห็นว่า คดีนี้คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระเงินแก่ผู้ร้อง ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 42 ส่วนผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการเดียวกันเป็นอีกคดีหนึ่งตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 จึงเป็นกรณีที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านต่างฝ่ายต่างใช้สิทธิทางศาลยื่นคำร้องโดยอาศัยสิทธิ เงื่อนไข และหลักเกณฑ์ในการพิจารณาที่แตกต่างกัน และต่างมีคำขอให้บังคับแยกต่างหากจากกัน จึงต่างเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามตาราง 1 (1) (ข) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาทั้งสองสำนวนเข้าด้วยกันเป็นไปเพื่อความสะดวกในการพิจารณาพิพากษาและเพื่อประโยชน์แก่คู่ความทั้งสองฝ่ายเท่านั้น หาได้ทำให้คดีที่คู่ความแต่ละฝ่ายต่างมีคำขอบังคับตามสิทธิของตนต่างหากจากกันกลายเป็นรวมคำนวณทุนทรัพย์เป็นคดีเดียวกันไม่ การพิจารณาทุนทรัพย์จึงต้องแยกเป็นรายคดี การที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านต่างเสียค่าขึ้นศาลแยกมาเป็นรายสำนวนนั้น ชอบแล้ว อุทธรณ์ในส่วนนี้ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6888 - 6889/2568 นาย ฮ. ผู้ร้อง บริษัท อ. ผู้คัดค้าน พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 25 , ม. 37 , ม. 40 , ม. 42 , ม. 45 , ม. 46