ฎีกาที่ 8003/2567
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ก่อนออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2570 และเลขที่ 2602 ที่ดิน ทั้งสองแปลงดังกล่าวเคยเป็น ที่ดิน แปลงเดียวกันและเมื่อมีการแบ่งแยกเป็น ที่ดิน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวแล้วเป็นเหตุให้ ที่ดิน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2570 ของโจทก์ทั้งเจ็ดไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ แต่เมื่อข้อเท็จจริงที่รับกันฟังได้ว่าเดิม ที่ดิน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นของ จ. บิดาโจทก์ทั้งเจ็ดกับ ป. ไม่มีหลักฐานการครอบครอง ที่ดิน เป็น ที่ดิน มือเปล่าแต่มีการแบ่งแยกการครอบครองกันมาหลายสิบปีแล้ว ต่อมา จ. และ ป. นำ ที่ดิน ที่ตนครอบครองไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ โดยทางราชการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2570 ให้แก่ จ. เมื่อปี 2522 และออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2602 ให้แก่ ป. เมื่อปี 2523 ที่ดิน ทั้งสองแปลงดังกล่าวจึงเป็น ที่ดิน คนละแปลงกัน และ ที่ดิน ของโจทก์ทั้งเจ็ดตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2570 ไม่ได้มีการแบ่งแยกหรือแบ่งโอนแล้วเป็นเหตุให้ ที่ดิน ของโจทก์ทั้งเจ็ดไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะตามนัยแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1350 แต่ ที่ดิน ของโจทก์ทั้งเจ็ดมี ที่ดิน แปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ การที่โจทก์ทั้งเจ็ดจะออกสู่ทางสาธารณะได้จำเป็นต้องผ่าน ที่ดิน ของจำเลยทั้งสองตามทางพิพาทในแผนที่พิพาท ซึ่งเป็นทางที่มีระยะใกล้ทางสาธารณะที่สุดและเป็นเส้นทางที่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยทั้งสองน้อยที่สุดเนื่องจากเป็นการใช้เส้นทางผ่าน ที่ดิน ของจำเลยทั้งสองบริเวณแนวเขต ที่ดิน ที่แบ่งเขตระหว่าง ที่ดิน ของจำเลยทั้งสอง ประกอบกับโจทก์ทั้งเจ็ดเคยใช้เส้นทางตามแผนที่พิพาทมาก่อนตั้งแต่ปี 2553 ถึงปี 2560 ในการเข้าออกสู่ทางสาธารณะก่อนที่จำเลยทั้งสองจะปิดกั้น โจทก์ทั้งเจ็ดจึงมีสิทธิขอให้เปิดทางพิพาทตามแผนที่พิพาทเป็นทางจำเป็นได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349
ย่อยาว
โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 เปิดทางจำเป็นหรือภาระจำยอมใน ที่ดิน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2427 ที่ติด ที่ดิน ของโจทก์ทั้งเจ็ดทางด้านทิศใต้จากเขต ที่ดิน ของจำเลยที่ 1 ทิศตะวันตกไปทางทิศตะวันออก กว้าง 2 เมตร ยาวประมาณ 130 เมตร ไปทางทิศใต้จดถึงทางสาธารณะ ให้จำเลยที่ 2 เปิดทางจำเป็นหรือภาระจำยอมใน ที่ดิน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2428 ที่ติด ที่ดิน ของโจทก์ทั้งเจ็ดด้านทิศใต้จากเขต ที่ดิน ของจำเลยที่ 2 ทางทิศตะวันออกไปทางทิศตะวันตก กว้าง 2 เมตร ยาวประมาณ 130 เมตร ทางทิศใต้จดทางสาธารณะ ให้ ที่ดิน ของจำเลยทั้งสองดังกล่าวตกอยู่ในบังคับทางจำเป็นหรือภาระจำยอมเต็มทั้งแปลงในทางเดิน ทางรถยนต์ ทางระบายน้ำ น้ำประปา ไฟฟ้า โทรศัพท์ สาธารณูปโภคอื่น ๆ ทุกชนิดของ ที่ดิน ของโจทก์ทั้งเจ็ด ให้จำเลยทั้งสองรื้อรั้วลวดหนามและสิ่งปิดกั้นทางพิพาท และให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนทางจำเป็นหรือภาระจำยอมตามแผนที่พิพาทต่อเจ้าพนักงาน ที่ดิน หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ทั้งเจ็ดอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เปิดทางจำเป็นผ่านใน ที่ดิน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2427 และเลขที่ 2428 ตามลำดับ มีความกว้างรวมกัน 4 เมตร ยาว 130 เมตร รวมเนื้อที่ 111 ตารางวา ให้ ที่ดิน ของจำเลยทั้งสองดังกล่าวตกเป็นทางจำเป็นในทางเดิน ทางรถยนต์ ทางระบายน้ำ ประปา ไฟฟ้า และสาธารณูปโภคอื่น ๆ ของ ที่ดิน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2570 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อรั้วลวดหนามและสิ่งปิดกั้นออกจากทางพิพาท ให้โจทก์ทั้งเจ็ดร่วมกันจ่ายค่าทดแทนให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นรายปี ปีละ 1,400 บาท และจำเลยที่ 2 เป็นรายปี ปีละ 4,150 บาท นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 นี้ เป็นต้นไปจนกว่าโจทก์ทั้งเจ็ดจะไม่ได้ใช้ทางจำเป็นดังกล่าวอีกต่อไป ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งเจ็ดรวมทั้งสองศาล โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้ฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ที่ดิน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2570 เนื้อที่ 20 ไร่ โดยนายจวงกับนางเหนียม บิดามารดาโจทก์ทั้งเจ็ดยกให้เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2559 จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ที่ดิน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2427 และเลขที่ 2428 ตามลำดับ บริเวณทางพิพาทอยู่ใน ที่ดิน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ของ ที่ดิน ของจำเลยทั้งสอง มีขนาดกว้าง 4 เมตร ยาวตลอดแนวในกรอบเส้นสีดำหมายสีเขียว โดยมีเนื้อที่ ที่ดิน ของจำเลยที่ 1 จำนวน 28 ตารางวา เนื้อที่ ที่ดิน ของจำเลยที่ 2 จำนวน 83 ตารางวา ที่ดิน ของโจทก์ทั้งเจ็ดทางด้านทิศตะวันตกติด ที่ดิน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2602 ของพระสาคร นางสาวสำราญ และนางมะลิ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า โจทก์มีสิทธิขอให้เปิดทางพิพาทตามแผนที่พิพาทเป็นทางจำเป็นได้หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาในทำนองว่า เดิมก่อนที่จะออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2570 และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2602 ที่ดิน ทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็น ที่ดิน แปลงเดียวกัน ต่อมามีการรังวัดแบ่งแยก ที่ดิน ดังกล่าว เพื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เป็นสองแปลง คือ ที่ดิน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2570 และ ที่ดิน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2602 ซึ่งก่อนที่จะมีการแบ่งแยก ที่ดิน ออกเป็น ที่ดิน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ดังกล่าว เจ้าของ ที่ดิน เดิมของ ที่ดิน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2570 ใช้ ที่ดิน ของเจ้าของ ที่ดิน เดิมตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2602 เป็นทางเข้าออก ที่ดิน ของตนไปสู่ทางสาธารณะ ครั้นมีการแบ่งแยก ที่ดิน เป็น ที่ดิน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2570 เป็นเหตุให้ ที่ดิน ของโจทก์ทั้งเจ็ดดังกล่าวไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์ทั้งเจ็ดจึงมีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินผ่าน ที่ดิน ได้เฉพาะแปลงที่ได้แบ่งแยกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 เท่านั้น โจทก์ทั้งเจ็ดย่อมไม่มีสิทธิฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองเปิดทางจำเป็นใน ที่ดิน ของจำเลยทั้งสองได้ กรณีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ก่อนออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2570 และเลขที่ 2602 ที่ดิน ทั้งสองแปลงดังกล่าวเคยเป็น ที่ดิน แปลงเดียวกันและเมื่อมีการแบ่งแยกเป็น ที่ดิน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ดังกล่าวแล้วเป็นเหตุให้ ที่ดิน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2570 ของโจทก์ทั้งเจ็ดไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 หรือไม่ เกี่ยวกับประเด็นนี้ข้อเท็จจริงที่รับกันฟังได้ว่า เดิมก่อนมีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ที่ดิน ทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นของนายจวง บิดาโจทก์ทั้งเจ็ดกับนายจำปี ไม่มีหลักฐานการครอบครอง ที่ดิน เป็น ที่ดิน มือเปล่าและได้มีการแบ่งแยกการครอบครองกันมาหลายสิบปีแล้ว ต่อมานายจวงและนายจำปีนำ ที่ดิน ที่ตนครอบครองไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ต่อทางราชการ โดยทางราชการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2570 ให้แก่นายจวงเมื่อปี 2522 และออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2602 ให้แก่นายจำปีเมื่อปี 2523 กรณีจึงต้องฟังข้อเท็จจริงว่า ที่ดิน ทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็น ที่ดิน คนละแปลงกัน และฟังได้ต่อไปว่า ที่ดิน ของโจทก์ทั้งเจ็ดตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2570 ไม่ได้มีการแบ่งแยกหรือแบ่งโอนแล้วเป็นเหตุให้ ที่ดิน ของโจทก์ทั้งเจ็ดไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น เมื่อพิจารณาแผนที่พิพาทแล้ว เห็นว่า ที่ดิน ของโจทก์ทั้งเจ็ดมี ที่ดิน แปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ การที่โจทก์ทั้งเจ็ดจะออกสู่ทางสาธารณะได้จำเป็นต้องผ่าน ที่ดิน แปลงอื่นที่ล้อมอยู่ และเมื่อพิจารณาแผนที่พิพาทแล้ว เห็นว่า การที่โจทก์ทั้งเจ็ดจะออกสู่ทางสาธารณะได้จำเป็นต้องผ่าน ที่ดิน ของจำเลยทั้งสองตามทางพิพาทในแผนที่พิพาท ซึ่งเป็นทางที่มีระยะทางใกล้ทางสาธารณะที่สุดและน่าจะเป็นเส้นทางที่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยทั้งสองน้อยที่สุดเนื่องจากเป็นการใช้เส้นทางผ่าน ที่ดิน ของจำเลยทั้งสองบริเวณแนวเขต ที่ดิน ที่แบ่งเขตระหว่าง ที่ดิน ของจำเลยทั้งสอง ประกอบกับโจทก์ทั้งเจ็ดเคยใช้เส้นทางตามแผนที่พิพาทมาก่อนตั้งแต่ปี 2553 ถึงปี 2560 ในการเข้าออกสู่ถนนสาธารณะซอยเทศบาล 15 ก่อนที่จำเลยทั้งสองจะปิดกั้นทางพิพาทดังกล่าว โจทก์ทั้งเจ็ดจึงมีสิทธิขอให้เปิดทางพิพาทตามแผนที่พิพาทเป็นทางจำเป็นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดค่าทดแทนให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 มานั้น เหมาะสมแล้วหรือไม่ เห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดค่าทดแทนที่ต้องเสียหายจากการขาดประโยชน์ให้ตารางวาละ 50 บาทต่อปี นั้น เหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8003/2567 นางบ กับพวก โจทก์ นางสาวจ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 1349 , ม. 1350