ฎีกาที่ 3236/2567
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
คดีนี้ผู้ร้องอ้างในคำร้องขอว่า เมื่อผู้ร้องถูกเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาฟ้องเป็นคดีล้มละลาย ผู้ร้องกับ จ. จึงเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงานของ จ. ซึ่งเป็นข้าราชการตำรวจและเกรงว่า จ. จะถูกบังคับคดีด้วย จึงไปจดทะเบียนการหย่าโดยมีเจตนาเพื่อเลี่ยงการถูกบังคับคดีและไม่ให้ส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงานของ จ. และขอให้ศาลสั่งว่าการจดทะเบียนการหย่าเป็นโมฆะ เช่นนี้คำร้องขอคดีนี้จึงขัดกับบันทึกท้ายทะเบียนการหย่าที่ระบุว่า คู่หย่าทั้งสองฝ่ายสมัครใจจดทะเบียนหย่ากันโดยเปิดเผยต่อหน้านายทะเบียน ทั้งเหตุผลในคำร้องขอเป็นการอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่เพื่อประโยชน์ในเชิงคดีของผู้ร้องเท่านั้น อันแสดงให้เห็นได้โดยชัดแจ้งว่าคำร้องขอของผู้ร้องคดีนี้เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตตาม ป.พ.พ. มาตรา 5 ผู้ร้องไม่มีอำนาจร้องเป็นคดีนี้
ย่อยาว
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่าการจดทะเบียนการหย่าระหว่างผู้ร้องกับนาย จ. ตามใบสำคัญการหย่า ฉบับลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561 เป็นโมฆะ ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอ ระหว่างพิจารณา ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอถอนคำคัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้อง (ที่ถูก คำร้องขอ) ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและ ครอบครัว พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้ร้องฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและ ครอบครัว วินิจฉัยว่า ตามทางนำสืบของผู้ร้องได้ความว่า ผู้ร้องอยู่กินด้วยกันกับนาย จ. ต่อมาปี 2553 นาย จ. ย้ายมารับราชการที่สถานีตำรวจภูธร จังหวัดอุบลราชธานี ผู้ร้องอยู่กินด้วยกันกับนาย จ. ที่บ้านพักข้าราชการตำรวจของสถานีตำรวจภูธร ปี 2550 ผู้ร้องถูกธนาคาร ก. ฟ้องเป็นจำเลยที่ 2 ให้ชำระหนี้ในฐานะผู้ค้ำประกันของจำเลยที่ 1 โดยศาลมีคำพิพากษาตามยอม แต่จำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวและผู้ร้องชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมไม่ครบถ้วนจึงถูกบังคับคดีโดยยึดที่ดินที่ผู้ร้องมีกรรมสิทธิ์รวมกับนาย จ. และวันที่ 30 สิงหาคม 2560 ผู้ร้องถูกเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาฟ้องเป็นคดีล้มละลาย ผู้ร้องกับนาย จ. ปรึกษากันแล้วเกรงว่าหากผู้ร้องเป็นบุคคลล้มละลายจะส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงานของนาย จ. ซึ่งเป็นข้าราชการตำรวจและเกรงว่านาย จ. จะถูกบังคับคดีด้วยจึงไปจดทะเบียนการหย่าโดยมีเจตนาเพื่อเลี่ยงการถูกบังคับคดีและไม่ให้ส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงานของนาย จ. โดยหลังจากจดทะเบียนการหย่าแล้วผู้ร้องกับนาย จ. ยังคงใช้ชีวิตร่วมกันและอยู่ด้วยกันเช่นเดิม เห็นว่า ตามบันทึกท้ายทะเบียนการหย่า เอกสารหมาย ร.4 ระบุไว้ชัดเจนว่า ทั้งสองฝ่ายหย่ากันด้วยความสมัครใจ โดยตอนท้ายบันทึกยังมีข้อความระบุว่า นาย จ. และผู้ร้องขอรับรองว่าเป็นความจริงทุกประการ จึงลงลายมือชื่อไว้ต่อหน้านายทะเบียนและพยานเป็นสำคัญ อีกทั้งผู้ร้อง นาย จ. พยานสองคนและนายทะเบียนได้ลงลายมือชื่อไว้ครบถ้วน แต่คดีนี้ผู้ร้องกลับอ้างในคำร้องขอว่า เมื่อผู้ร้องถูกเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาฟ้องเป็นคดีล้มละลาย ผู้ร้องกับนาย จ. จึงเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงานของนาย จ. ซึ่งเป็นข้าราชการตำรวจและเกรงว่านาย จ. จะถูกบังคับคดีด้วยจึงไปจดทะเบียนการหย่าโดยมีเจตนาเพื่อเลี่ยงการถูกบังคับคดีและไม่ให้ส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงานของนาย จ. และขอให้ศาลสั่งว่าการจดทะเบียนการหย่าเป็นโมฆะ เพื่อผู้ร้องจะได้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายในฐานะสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายต่อไป เช่นนี้คำร้องขอคดีนี้จึงขัดกับบันทึกท้ายทะเบียนการหย่าที่ระบุว่า คู่หย่าทั้งสองฝ่ายสมัครใจจดทะเบียนหย่ากันโดยเปิดเผยต่อหน้านายทะเบียน ทั้งเหตุผลในคำร้องขอเป็นการอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่เพื่อประโยชน์ในเชิงคดีของผู้ร้องเท่านั้น อันแสดงให้เห็นได้โดยชัดแจ้งว่าคำร้องขอของผู้ร้องคดีนี้เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจร้องเป็นคดีนี้ ดังนั้น ปัญหาข้ออื่นของผู้ร้องจึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3236/2567 นาง ฐ. ผู้ร้อง นางสาว ภ. ผู้คัดค้าน ป.พ.พ. ม. 5 , ม. 155 , ม. 1514