ฎีกาที่ 6752/2567
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
จากบทบัญญัติตาม ป.รัษฎากร มาตรา 56 วรรคหนึ่ง (3), มาตรา 50, มาตรา 50 ทวิ, มาตรา 54 วรรคหนึ่ง และมาตรา 60 เห็นได้ว่า การเก็บ ภาษี ด้วยวิธีหัก ภาษี ณ ที่จ่าย เป็นวิธีการจัดเก็บ ภาษี ล่วงหน้าเพื่อประโยชน์ในการหารายได้เข้ารัฐ และยังทำให้ผู้ต้องเสีย ภาษี ไม่ต้องรับภาระมากเมื่อถึงกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการ และป้องกันการหลีกเลี่ยง ภาษี เนื่องจากผู้จ่ายเงินได้ทำหน้าที่จัดเก็บแทนรัฐ โดยกฎหมายกำหนดหน้าที่ให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินต้องคำนวณหาจำนวนเงิน ภาษี ที่ผู้มีเงินได้พึงประเมินจะต้องเสียตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้แล้วหัก ภาษี จำนวนนั้นไว้ทุกคราวที่จ่ายเงินได้พึงประเมิน ดังนั้น ผู้ถูกหัก ภาษี ณ ที่จ่าย ตามที่ปรากฏชื่อในหนังสือรับรองการหัก ภาษี ณ ที่จ่าย จึงมีความสำคัญในระบบการจัดเก็บ ภาษี ของรัฐและใช้เพื่อตรวจสอบการคำนวณยอดเงินได้พึงประเมินของผู้ต้องเสีย ภาษี ให้ถูกต้องตรงกับเอกสารทุกฝ่าย เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าในปี ภาษี ที่พิพาท หนังสือรับรองการหัก ภาษี ณ ที่จ่าย ปรากฏชื่อสามีโจทก์แต่ผู้เดียว โจทก์รับทราบและยินยอม อันแสดงให้เห็นว่าโจทก์และสามีโจทก์แสดงออกต่อบุคคลภายนอกรวมถึงจำเลยและบุคคลผู้ออกหนังสือรับรองการหัก ภาษี ณ ที่จ่าย แล้วว่า สามีโจทก์เป็นผู้มีเงินได้ที่ได้รับหนังสือรับรองการหัก ภาษี ณ ที่จ่าย และถือเป็นผู้มีเงินได้พึงประเมินตาม ป.รัษฎากร มาตรา 60 ซึ่งให้ถือว่าเงิน ภาษี ที่ได้หักและนำส่งเป็นเงินได้พึงประเมินที่ผู้ต้องเสีย ภาษี คือ สามีโจทก์ การที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเสีย ภาษี เงินได้บุคคลธรรมดาปี ภาษี พิพาท แสดงรายการว่ามี ภาษี เงินได้หัก ณ ที่จ่าย และเครดิต ภาษี 52,832.76 บาท โดยนำ ภาษี เงินได้หัก ณ ที่จ่าย ที่ปรากฏชื่อสามีโจทก์ตามหนังสือรับรองการหัก ภาษี ณ ที่จ่ายมาใช้คำนวณเป็นเงินได้กึ่งหนึ่ง และขอเครดิต ภาษี จึงไม่ถูกต้อง
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงิน ภาษี 54,537.15 บาท (ที่ถูก54,537.16 บาท) พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 52,832.76 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาล ภาษี อากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความแทนจำเลยเป็นเงินจำนวน 3,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมอื่นให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดี ภาษี อากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์และนายวัชระ สามีโจทก์จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2525 โจทก์และสามีโจทก์ประกอบการค้าขายยาสำเร็จรูปแผนปัจจุบันร่วมกันที่บ้านเลขที่ 19 ตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2530 โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการ ภาษี เงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 90) ประจำปี ภาษี 2562 ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยโจทก์และสามีโจทก์แยกยื่นแบบแสดงรายการ ภาษี เงินได้ โจทก์แสดงรายการเป็นเงินได้พึงประเมิน ดังนี้ เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ก) ดอกเบี้ย ผลต่างระหว่างราคาไถ่ถอนกับราคาซื้อ 22,478.02 บาท หักเงินได้ที่ได้รับสิทธิยกเว้นกรณีที่มีอายุ 65 ปี ขึ้นไป 22,478.02 บาท เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ง) เงินลดทุน 300 บาท เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) รายรับจากการขายของ 147,483 บาท หักค่าใช้จ่ายร้อยละ 60 จำนวน 88,489.80 บาท เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) ส่วนแบ่งกำไรจากกองทุนรวม 515,774.70 บาท หักเงินได้ที่ได้รับสิทธิยกเว้นกรณีที่มีอายุ 65 ปี ขึ้นไป 167,521.98 บาท คิดเป็นเงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย 407,545.92 บาท หักค่าลดหย่อนผู้มีเงินได้ 60,000 บาท เบี้ยประกันชีวิต 99,500 บาท เบี้ยประกันสุขภาพ 500 บาท ค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ 100,000 บาท รวมค่าลดหย่อน 260,000 บาท คิดเป็นเงินได้สุทธิ 147,545.92 บาท คำนวณแล้วไม่มี ภาษี ที่ต้องชำระ ภาษี เงินได้หัก ณ ที่จ่าย และเครดิต ภาษี 52,832.76 บาท ภาษี ที่ชำระเกิน 52,832.76 บาท โจทก์มีความประสงค์ขอคืนเงิน ภาษี ที่ชำระไว้เกินดังกล่าว โดยโจทก์นำเงินได้กึ่งหนึ่งตามหนังสือรับรองการหัก ภาษี ณ ที่จ่าย ที่ปรากฏชื่อสามีโจทก์แต่เพียงผู้เดียวเป็นผู้รับเงินได้และถูกหัก ภาษี ณ ที่จ่าย รวม 7 ฉบับ มาถือเป็นเงินได้ของโจทก์ พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยตรวจสอบแล้วเห็นว่าโจทก์ไม่อาจนำหนังสือรับรองการหัก ภาษี ณ ที่จ่าย รวม 7 ฉบับ ดังกล่าว มารวมคำนวณเป็นเงินได้ของโจทก์ จึงปรับปรุงการคำนวณใหม่และแจ้งคืนเงิน ภาษี เงินได้บุคคลธรรมดาแก่โจทก์ สำหรับปี ภาษี 2562 จำนวน 1,315.29 บาท โจทก์อุทธรณ์คำสั่งแจ้งคืนเงิน ภาษี อากรต่อสำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 1 จำเลยพิจารณาแล้วเห็นชอบกับพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลย โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงมาฟ้องเป็นคดีนี้ มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องคืน ภาษี อากรตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด ในการวินิจฉัยประเด็นดังกล่าว ศาลฎีกาแผนกคดี ภาษี อากรเห็นควรวินิจฉัยว่าโจทก์จะนำหนังสือรับรองการหัก ภาษี ณ ที่จ่าย เฉพาะที่พิพาท 6 ฉบับ มาใช้ในการคำนวณ ภาษี เงินได้บุคคลธรรมดาและเครดิต ภาษี เพื่อขอคืน ภาษี อากรได้หรือไม่ พิเคราะห์ ประมวลรัษฎากร มาตรา 56 วรรคหนึ่ง (3) มาตรา 50 มาตรา 50 ทวิ มาตรา 54 วรรคหนึ่ง และมาตรา 60 เห็นว่า จากบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นเห็นได้ว่า การเก็บ ภาษี ด้วยวิธีหัก ภาษี ณ ที่จ่าย เป็นวิธีการจัดเก็บ ภาษี ล่วงหน้าเพื่อประโยชน์ในการหารายได้เข้ารัฐ และยังทำให้ผู้ต้องเสีย ภาษี ไม่ต้องรับภาระมากเมื่อถึงกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการ และป้องกันการหลีกเลี่ยง ภาษี เนื่องจากผู้จ่ายเงินได้ทำหน้าที่จัดเก็บแทนรัฐ โดยกฎหมายกำหนดหน้าที่ให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินต้องคำนวณหาจำนวนเงิน ภาษี ที่ผู้มีเงินได้พึงประเมินจะต้องเสียตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้แล้วหัก ภาษี จำนวนนั้นไว้ทุกคราวที่จ่ายเงินได้พึงประเมิน ซึ่งประมวลรัษฎากร มาตรา 60 ได้บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ให้ถือว่าเงิน ภาษี ที่ได้หักและนำส่งเป็นเงินได้พึงประเมินที่ผู้ต้องเสีย ภาษี ได้รับ ภาษี ที่หักและนำส่งนี้ถือเป็นเครดิต ภาษี ของผู้ต้องเสีย ภาษี ในการคำนวณ ภาษี อันมีผลคือผู้ต้องเสีย ภาษี มีสิทธินำ ภาษี ตามจำนวนที่ถูกหักนั้นมาเครดิตหรือหักออกจาก ภาษี ที่คำนวณได้ในเวลาที่ยื่นแบบแสดงรายการและคงเสีย ภาษี แต่เพียงจำนวนที่ยังขาดอยู่ หรือหากจำนวน ภาษี ที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายมีมากกว่าจำนวน ภาษี ที่ต้องเสีย ก็มีสิทธิขอคืนส่วนที่หักเกินไปได้ นอกจากนี้ กฎหมายยังกำหนดโทษหากผู้จ่ายเงินได้ซึ่งเป็นบุคคลอื่นไม่หัก ภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่ง ตามที่กฎหมายบัญญัติให้ครบถ้วน ผู้จ่ายเงินได้จะต้องร่วมรับผิดในจำนวนเงิน ภาษี ที่ไม่ได้หักและนำส่ง หรือหักและนำส่งแต่ไม่ครบถ้วนแล้วแต่กรณี พร้อมเงินเพิ่ม ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 54 ผู้จ่ายเงินจึงเป็นบุคคลอีกฝ่ายหนึ่งที่เข้ามาเกี่ยวข้องในการจัดเก็บ ภาษี และอาจต้องร่วมรับผิดในการเสีย ภาษี ทั้งที่ตนไม่ได้เป็นผู้มีเงินได้ ดังนั้น ผู้ถูกหัก ภาษี ณ ที่จ่าย ตามที่ปรากฏชื่อในหนังสือรับรองการหัก ภาษี ณ ที่จ่าย จึงมีความสำคัญในระบบการจัดเก็บ ภาษี ของรัฐและใช้เพื่อตรวจสอบการคำนวณยอดเงินได้พึงประเมินของผู้ต้องเสีย ภาษี ให้ถูกต้องตรงกับเอกสารทุกฝ่าย คดีนี้เจ้าพนักงานของจำเลยปรับปรุงการคำนวณตามหนังสือคืนเงิน ภาษี เงินได้บุคคลธรรมดา (ค.21) ไม่ให้นำหนังสือรับรองการหัก ภาษี ณ ที่จ่าย ชื่อสามีโจทก์มารวมคำนวณการเสีย ภาษี ของโจทก์ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าในปี ภาษี ที่พิพาท หนังสือรับรองการหัก ภาษี ณ ที่จ่าย ปรากฏชื่อสามีโจทก์แต่ผู้เดียวโดยโจทก์และสามีโจทก์ไม่เคยโต้แย้งและขอเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น อีกทั้งโจทก์ยังเบิกความรับว่า การที่สามีโจทก์มีชื่อแต่เพียงผู้เดียวในทรัพย์สินส่วนใหญ่ก็เป็นเพียงเพื่อความสะดวกและความปลอดภัยในการเดินทางไปจัดการธุรกรรมทั้งการค้าและทางกฎหมาย โจทก์รับทราบและยินยอม อันแสดงให้เห็นว่าโจทก์และสามีโจทก์แสดงออกต่อบุคคลภายนอกรวมถึงจำเลยและบุคคลผู้ออกหนังสือรับรองการหัก ภาษี ณ ที่จ่าย แล้วว่า สามีโจทก์เป็นผู้มีเงินได้ที่ได้รับหนังสือรับรองการหัก ภาษี ณ ที่จ่าย และถือเป็นผู้มีเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 60 ซึ่งให้ถือว่าเงิน ภาษี ที่ได้หักและนำส่งเป็นเงินได้พึงประเมินที่ผู้ต้องเสีย ภาษี คือ สามีโจทก์ ที่โจทก์อ้างว่า ดอกเบี้ยจากธนาคารและเงินปันผลจากกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ เป็นสินสมรสที่โจทก์และสามีโจทก์เป็นเจ้าของร่วมกันและโจทก์มีกรรมสิทธิ์กึ่งหนึ่ง และโจทก์กับสามีโจทก์ไม่เคยตกลงแบ่งรายได้จากสินสมรส นั้น เห็นว่า โจทก์ไม่อาจอ้างเรื่องความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาหรือทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับกับกรณีนี้ได้ เพราะเป็นคนละกรณีกับเรื่องการนำหนังสือรับรองการหัก ภาษี ณ ที่จ่ายมาคำนวณการเสีย ภาษี และขอเครดิต ภาษี ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 60 ดังนั้น การที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเสีย ภาษี เงินได้บุคคลธรรมดาปี ภาษี พิพาท แสดงรายการว่ามี ภาษี เงินได้หัก ณ ที่จ่าย และเครดิต ภาษี 52,832.76 บาท โดยนำ ภาษี เงินได้หัก ณ ที่จ่าย ที่ปรากฏชื่อสามีโจทก์ตามหนังสือรับรองการหัก ภาษี ณ ที่จ่ายมาใช้คำนวณเป็นเงินได้กึ่งหนึ่ง และขอเครดิต ภาษี จึงไม่ถูกต้อง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6752/2567 นาง ม. โจทก์ กรมสรรพากร จำเลย ป.รัษฎากร ม. 50 , ม. 50 ทวิ , ม. 54 วรรคหนึ่ง , ม. 56 วรรคหนึ่ง , ม. 60