ฎีกาที่ 2475-2476/2566
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
หากการโอนหุ้นอันเป็นทรัพย์สินของผู้ร้องที่ 1 ที่มีอยู่ในเวลาเริ่มต้นแห่งการ ล้มละลาย ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 109 (1) ฝ่าฝืนข้อบังคับของผู้คัดค้านที่ 2 ไม่ชอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 1129 วรรคหนึ่ง ผู้คัดค้านที่ 1 ย่อมเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 172 และผู้คัดค้านที่ 1 แต่ผู้เดียวที่มีอำนาจจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 แต่การที่ผู้คัดค้านที่ 1 จะมีคำสั่งให้เพิกถอนการโอนหุ้นเองได้นั้น ต้องมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายบัญญัติให้กระทำได้ เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายให้อำนาจแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ไว้ การเพิกถอนการโอนหุ้นจึงต้องเป็นไปโดยผลของคำสั่งหรือคําพิพากษาของศาล ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่มีอำนาจสั่งเพิกถอนการโอนหุ้นระหว่างผู้ร้องที่ 1 กับผู้ร้องที่ 2 และระหว่างผู้ร้องที่ 2 กับผู้ร้องที่ 3 และที่ 4 ได้ ผู้คัดค้านที่ 1 จะต้องยื่นคําร้องในคดี ล้มละลาย เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการโอนหุ้นโดยไม่ต้องฟ้องเป็นคดีใหม่ การโอนหุ้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นคนละกรณีกับการจะได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ แม้การโอนหุ้นไม่ชอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 1129 วรรคหนึ่ง แต่ก็ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายห้ามมิให้ครอบครองปรปักษ์ในหุ้นดังกล่าว
ย่อยาว
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาล ล้มละลาย กลางพิจารณาและพิพากษารวมกันโดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่าโจทก์ เรียกจำเลยที่ 4 ทั้งสองสำนวนซึ่งเป็นผู้ร้องสำนวนแรกว่าผู้ร้องที่ 1 เรียกผู้ร้องที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 สำนวนหลังว่าผู้ร้องที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เรียกผู้คัดค้านที่ 1 และจำเลยที่ 2 ซึ่งยื่นคำร้องสอดเข้าเป็นคู่ความร่วมกับผู้คัดค้านที่ 1 ทั้งสองสำนวนว่าผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 และเรียกจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 ทั้งสองสำนวนว่าจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 ตามลำดับ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ยื่นฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 ผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 2 ล้มละลาย เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2554 ต่อมาศาล ล้มละลาย กลางมีคำสั่งเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2557 ให้ฟื้นฟูกิจการของผู้คัดค้านที่ 2 ในคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.15/2557 และเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2560 ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 และผู้ร้องที่ 1 เด็ดขาด ต่อมาวันที่ 4 ธันวาคม 2560 ศาล ล้มละลาย กลางมีคำสั่งยกเลิกการ ล้มละลาย ของจำเลยที่ 6 และวันที่ 8 พฤษภาคม 2561 มีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 7 และผู้ร้องที่ 1 ล้มละลาย ผู้ร้องทั้งสี่ยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องในทำนองเดียวกันขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้คัดค้านที่ 1 ที่มีคำสั่งให้เพิกถอนการโอนหุ้นของผู้คัดค้านที่ 2 ระหว่างผู้ร้องที่ 1 โอนให้แก่ผู้ร้องที่ 2 หมายเลขหุ้น 21850 ถึง 26249 จำนวน 4,400 หุ้น และระหว่างผู้ร้องที่ 2 โอนให้แก่ผู้ร้องที่ 3 และที่ 4 ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้านในทำนองเดียวกันขอให้ยกคำร้อง ศาล ล้มละลาย กลางมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่ให้เพิกถอนการโอนหุ้นของผู้คัดค้านที่ 2 จำนวน 4,400 หุ้น หมายเลขหุ้น 21850 ถึง 26249 ระหว่างผู้ร้องที่ 1 ไปให้ผู้ร้องที่ 2 และระหว่างผู้ร้องที่ 2 โอนให้ผู้ร้องที่ 3 จำนวน 1,500 หุ้น หมายเลขหุ้น 23350 ถึง 24849 และระหว่างผู้ร้องที่ 2 ไปยัง ผู้ร้องที่ 4 จำนวน 1,400 หุ้น หมายเลขหุ้น 24850 ถึง 26249 และจดแจ้งชื่อและที่อยู่ของผู้ร้องที่ 1 ลงในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นคืนดังเดิม ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้คัดค้านที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดี ล้มละลาย วินิจฉัยว่า มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ข้อแรกว่า ผู้คัดค้านที่ 1 มีอำนาจสั่งเพิกถอนการโอนหุ้นระหว่างผู้ร้องที่ 1 กับผู้ร้องที่ 2 และระหว่างผู้ร้องที่ 2 กับผู้ร้องที่ 3 และที่ 4 หรือไม่ เห็นว่า แม้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้านที่ 1 จะมีอำนาจตามพระราชบัญญัติ ล้มละลาย พ.ศ. 2483 ในการรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้เพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายในคดี ล้มละลาย แต่วิธีการใช้อำนาจดังกล่าวก็ต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่จะให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไว้เป็นพิเศษ ดังเห็นได้จากบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติ ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 113 และมาตรา 115 ที่บัญญัติให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลหรือเพิกถอนการโอนในคดี ล้มละลาย ได้โดยไม่ต้องฟ้องเป็นคดีใหม่ ดังนั้น หากการโอนหุ้นฝ่าฝืนข้อบังคับของผู้คัดค้านที่ 2 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 วรรคหนึ่ง ดังที่ผู้คัดค้านที่ 1 อ้าง การโอนหุ้นดังกล่าวก็จะเป็นการโต้แย้งสิทธิของเจ้าหนี้ที่จะได้รับชำระหนี้จากหุ้นอันเป็นทรัพย์สินของผู้ร้องที่ 1 ที่มีอยู่ในเวลาเริ่มต้นแห่งการ ล้มละลาย ตามพระราชบัญญัติ ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 109 (1) ผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งต้องกระทำการแทนเจ้าหนี้เพื่อรักษาสิทธิของเจ้าหนี้และเพื่อรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้เข้ากองทรัพย์สินและนำมาแบ่งปันแก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย ย่อมเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 และเป็นอำนาจของผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งมีอำนาจจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติ ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 แต่ผู้เดียวที่จะดำเนินการขอให้เพิกถอนการโอนหุ้นดังกล่าว แต่การที่ผู้คัดค้านที่ 1 จะมีคำสั่งให้เพิกถอนการโอนหุ้นเองได้นั้น ต้องมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายบัญญัติให้กระทำได้ เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายให้อำนาจแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ไว้ การเพิกถอนการโอนหุ้นจึงต้องเป็นไปโดยผลของคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาล ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่มีอำนาจสั่งเพิกถอนการโอนหุ้นระหว่างผู้ร้องที่ 1 กับผู้ร้องที่ 2 และระหว่างผู้ร้องที่ 2 กับผู้ร้องที่ 3 และที่ 4 ผู้คัดค้านที่ 1 จะต้องยื่นคำร้องในคดี ล้มละลาย เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการโอนหุ้นโดยไม่ต้องฟ้องเป็นคดีใหม่ ส่วนที่ผู้คัดค้านที่ 1 ฎีกาว่า การโอนหุ้นระหว่างผู้ร้องที่ 1 กับผู้ร้องที่ 2 ฝ่าฝืนต่อข้อบังคับของบริษัทผู้คัดค้านที่ 2 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 วรรคหนึ่ง ตกเป็นโมฆะ ผู้ร้องที่ 2 ย่อมไม่ได้กรรมสิทธิ์ในหุ้นของผู้ร้องที่ 1 นิติกรรมการโอนดังกล่าวย่อมเสียเปล่ามาแต่ต้น เสมือนไม่เคยเกิดนิติกรรมนั้นขึ้น จะถือว่าผู้ร้องที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์หาได้ไม่ เพราะมิได้มีการแย่งการครอบครองโดยเจตนายึดถือเพื่อตนมาแต่ต้น แต่เป็นการโอนให้โดยขัดต่อกฎหมายอย่างชัดแจ้งนั้น เห็นว่า การโอนหุ้นจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้นเป็นคนละกรณีกับการจะได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ เนื่องจากการที่จะพิจารณาว่าการโอนหุ้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้นต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 ส่วนการพิจารณาว่าจะได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 แม้การโอนหุ้นระหว่างผู้ร้องที่ 1 กับผู้ร้องที่ 2 ฝ่าฝืนต่อข้อบังคับของบริษัทผู้คัดค้านที่ 2 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 วรรคหนึ่ง แต่ก็ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายห้ามมิให้ครอบครองปรปักษ์ในหุ้นดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ผู้ร้องที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ครอบครองหุ้นโดยเจตนายึดถือเพื่อตน โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมานานกว่า 5 ปี จนได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครอง และพิพากษายืนตามคำสั่งของศาล ล้มละลาย กลางที่ให้เพิกถอนคำสั่งของผู้คัดค้านที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2475 - 2476/2566 บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. โจทก์ นาย อ. ผู้ร้อง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ กับพวก ผู้คัดค้าน บริษัท พ. กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 172 , ม. 1129 วรรคหนึ่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 , ม. 109 (1) ป.พ.พ. ม. 1382