ฎีกาที่ 3558/2566
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามฟ้องว่า จำเลยทั้งสองมีเจตนากระทำความผิด ฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ว่าไม่มีเจตนากระทำความผิดเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นฎีกาซึ่งขัดแย้งกับคำรับสารภาพของจำเลยทั้งสอง จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ป.รัษฎากร บัญญัติให้ผู้ใช้ใบกำกับ ภาษี ปลอม ต้องรับผิดทางแพ่งโดยเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามมาตรา 89 (7) และ 89/1 และต้องรับผิดทางอาญาตามมาตรา 90/4 (7) อีกทางหนึ่งด้วย การที่จำเลยทั้งสองชำระค่า ภาษี พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามฟ้อง ข้อ 1.3 และ 1.4 ครบถ้วนก็เป็นเรื่องของความรับผิดทางแพ่งมีผลให้หนี้ ภาษี อันเป็นหนี้ทางแพ่งระงับ ซึ่งเป็นคนละส่วนกับความรับผิดทางอาญาหาใช่ทำให้ความรับผิดทางอาญาระงับไปด้วยไม่
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลรัษฎากร มาตรา 90/4 (7), 90/5 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 90/4 (7) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 90/4 (7), 90/5 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้ปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 100,000 บาท รวม 4 กระทง ปรับเป็นเงิน 400,000 บาท ให้จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 2 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 8 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 200,000 บาท คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับการกระทำความผิดตามฟ้องข้อ 1.1 และข้อ 1.2 เป็นการกระทำกรรมเดียว ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองเพียงกระทงเดียว และเมื่อรวมกับโทษตามฟ้องข้อ 1.3 และข้อ 1.4 แล้ว เป็น 3 กระทง ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 50,000 บาท รวม 3 กระทง เป็นปรับ 150,000 บาท ให้จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 1 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 3 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 75,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า จำเลยทั้งสองมีเจตนากระทำความผิดหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามฟ้องว่า จำเลยทั้งสองมีเจตนากระทำความผิด ฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ว่าไม่มีเจตนากระทำความผิดเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นฎีกาซึ่งขัดแย้งกับคำรับสารภาพของจำเลยทั้งสอง จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อมาว่า จำเลยทั้งสองชำระค่า ภาษี พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มสำหรับเดือน ภาษี กรกฎาคม 2556 และเดือน ภาษี พฤศจิกายน 2556 ตามฟ้องข้อ 1.3 และ 1.4 ครบถ้วนแล้ว ความรับผิดทางอาญาตามฟ้องข้อ 1.3 และ 1.4 ของจำเลยทั้งสองระงับไปหรือไม่ เห็นว่า ประมวลรัษฎากรบัญญัติให้ผู้ใช้ใบกำกับ ภาษี ปลอม ต้องรับผิดทางแพ่งโดยเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ตามมาตรา 89 (7) และ 89/1 และต้องรับผิดทางอาญาตามมาตรา 90/4 (7) อีกทางหนึ่งด้วย การที่จำเลยทั้งสองชำระค่า ภาษี พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามฟ้องข้อ 1.3 และ 1.4 ครบถ้วนก็เป็นเรื่องของความรับผิดทางแพ่ง มีผลให้หนี้ ภาษี อันเป็นหนี้ทางแพ่งระงับ ซึ่งเป็นคนละส่วนกับความรับผิดทางอาญาหาใช่ทำให้ความรับผิดทางอาญาระงับไปด้วยไม่ ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายว่า มีเหตุรอการลงโทษหรือลงโทษสถานเบาให้แก่จำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 ซึ่งมีฐานะเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ได้ร่วมใช้ใบกำกับ ภาษี มูลค่าเพิ่มที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไปใช้ในการเครดิต ภาษี เพื่อหลีกเลี่ยงการเสีย ภาษี มูลค่าเพิ่มเป็นการทุจริตแสวงหาประโยชน์จากการคดโกง ภาษี ของรัฐ ทำให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจถือได้ว่าเป็นความผิดร้ายแรง แม้จำเลยที่ 2 จะให้การรับสารภาพและไม่ปรากฏว่าเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เมื่อคำนึงถึงสภาพความผิดแล้วไม่ควรรอการลงโทษให้ ที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 มานั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย แต่เมื่อจำเลยทั้งสองได้ชำระ ภาษี มูลค่าเพิ่มให้แก่กรมสรรพากรไปแล้วบางส่วนคงเหลือเพียงหนี้ ภาษี สำหรับเดือน ภาษี สิงหาคม 2555 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 1 ปี เป็นการใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยที่ 2 หนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่รูปคดี ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 4 เดือน รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 12 เดือน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3558/2566 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. ม. 15 ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง , ม. 252 ป.รัษฎากร ม. 89 (7) , ม. 89/1 , ม. 90/4 (7)