ฎีกาที่ 1695/2566
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
จำเลยนำแบบพิมพ์แจ้งการจ้างคนต่างด้าว ซึ่งเป็นแบบพิมพ์ของทางราชการมากรอกข้อความขึ้นเองและลงลายมือชื่อปลอมของผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 เอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่เอกชนทำขึ้นเพื่อยื่นต่อทางราชการ เจ้าพนักงานมิได้เป็นผู้ทำเอกสาร และมิใช่เอกสารที่เจ้าพนักงานได้ทำขึ้นหรือรับรองในหน้าที่ จึงไม่ใช่เอกสารราชการ จำเลยจึงมีความผิดฐาน ปลอมเอกสาร ธรรมดาและใช้เอกสารปลอมตาม ป.อ. มาตรา 264 วรรคแรก และมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก เท่านั้น
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 264, 265, 268 ริบหนังสือมอบอำนาจ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน และแบบแจ้งการจ้างคนต่างด้าว รวม 20 ฉบับ ของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264, 265 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แต่จำเลยเป็นผู้ปลอมหนังสือมอบอำนาจและแบบแจ้งการจ้างคนต่างด้าวและใช้เอกสารปลอมเอง จึงลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264, 265 ตามมาตรา 268 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 10 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 5 ปี ริบของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า การที่จำเลยนำแบบพิมพ์แจ้งการจ้างคนต่างด้าวมากรอกข้อความว่า นางสาวรำพึง ผู้เสียหายที่ 1 นางสาวนุชจรี ผู้เสียหายที่ 2 นางสาวดอกไม้ ผู้เสียหายที่ 3 และนางสาวนปภา ผู้เสียหายที่ 4 ขอแจ้งว่าได้จ้างคนต่างด้าวตามรายชื่อที่ระบุไว้เพื่อทำงาน และลงลายมือชื่อปลอมของผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 ในช่องนายจ้าง แล้วนำแบบพิมพ์ดังกล่าวไปใช้ยื่นแสดงต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดสมุทรสงครามเพื่อขออนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 จ้างคนต่างด้าวทำงานนั้นเป็นความผิดฐาน ปลอมเอกสาร ราชการและใช้เอกสารราชการปลอมตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (8) นิยาม "เอกสารราชการ" หมายความว่า เอกสารซึ่งเจ้าพนักงานได้ทำขึ้นหรือรับรองในหน้าที่ และให้หมายความรวมถึงสำเนาเอกสารนั้น ๆ ที่เจ้าพนักงานได้รับรองในหน้าที่ด้วย ข้อเท็จจริงได้ความตามฟ้องว่า จำเลยเพียงแต่นำแบบพิมพ์แจ้งการจ้างคนต่างด้าว ซึ่งเป็นแบบพิมพ์ของทางราชการมากรอกข้อความขึ้นเองและลงลายมือชื่อปลอมของผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 เอกสารดังกล่าวจึงเป็นเอกสารที่เอกชนทำขึ้นเพื่อยื่นต่อทางราชการ เจ้าพนักงานมิได้เป็นผู้ทำเอกสารดังกล่าวขึ้น ทั้งไม่ปรากฏว่าในขณะที่จำเลยกรอกข้อความลงในเอกสารดังกล่าว เจ้าหน้าที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดสมุทรสงครามได้ลงนามเป็นผู้รับแจ้งการยื่นแบบแจ้งการจ้างคนต่างด้าวไว้ก่อนแล้ว แบบพิมพ์แจ้งการจ้างคนต่างด้าวดังกล่าว จึงมิใช่เอกสารที่เจ้าพนักงานได้ทำขึ้นหรือรับรองในหน้าที่ ถือไม่ได้ว่าเป็นเอกสารราชการ การกระทำของจำเลยในส่วนนี้จึงไม่เป็นการ ปลอมเอกสาร ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 เมื่อจำเลยนำเอกสารดังกล่าวไปใช้ยื่นต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดสมุทรสงคราม การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม จำเลยคงมีความผิดฐาน ปลอมเอกสาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก และฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก เท่านั้น เมื่อจำเลยเป็นผู้ ปลอมเอกสาร และใช้เอกสารปลอมนั้นเอง จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมแต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยในความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดมานั้น เป็นการไม่ถูกต้อง แม้คู่ความไม่ได้ยกปัญหานี้ขึ้นฎีกา แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเมื่อวินิจฉัยดังกล่าวแล้ว จึงเห็นควรกำหนดโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันต่างกรรมต่างวาระถึง 5 ครั้ง ส่อแสดงว่าจำเลยไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย มุ่งแต่ประโยชน์ส่วนตน ไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนเสียหายของผู้อื่นที่เกี่ยวข้อง และไม่คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดแก่ทางราชการและส่วนรวม พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว หรือมีเหตุอื่นดังที่อ้างมาในฎีกา ก็ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกมานั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก และมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยเป็นผู้ ปลอมเอกสาร และใช้เอกสารปลอม ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 6 เดือน ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 3 เดือน รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 15 เดือน ให้ยกฟ้องโจทก์ฐาน ปลอมเอกสาร ราชการและใช้เอกสารราชการปลอม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1695/2566 พนักงานอัยการจังหวัด โจทก์ นางสาว จ. จำเลย ป.อ. ม. 1 (8) , ม. 264 , ม. 265 , ม. 268 วรรคแรก , ม. 268 วรรคสอง