ฎีกาที่ 3803/2565
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ในขณะที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญา เช่าซื้อ กับโจทก์ ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ทำหนังสือรับรู้และยินยอมให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญา เช่าซื้อ และหากจำเลยที่ 1 ประพฤติผิดสัญญาหรือความรับผิดตามสัญญา เช่าซื้อ จำเลยที่ 2 ยินยอมร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม หนังสือดังกล่าวถือว่าเป็นการให้สัตยาบันแก่หนี้ตามสัญญา เช่าซื้อ ที่ภริยาก่อขึ้นและเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาที่จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1490 (4) กรณีหาใช่โจทก์มีเจตนาให้จำเลยที่ 2 สามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ทำหนังสือยินยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วมเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายที่บัญญัติให้ข้อตกลงที่ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะลูกหนี้ร่วมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ใหม่) ประกอบมาตรา 150
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันส่งมอบรถที่ เช่าซื้อ คืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 850,000 บาท และชำระค่าขาดประโยชน์ 168,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าเสียหายอัตราเดือนละ 12,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถที่ เช่าซื้อ หรือใช้ราคาแทนแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถที่ เช่าซื้อ คืนในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 665,000 บาท และชำระค่าขาดประโยชน์ 39,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 39,200 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และชำระค่าขาดประโยชน์อีกเดือนละ 2,800 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะคืนรถที่ เช่าซื้อ หรือใช้ราคาแทน แต่ทั้งนี้ไม่เกิน 20 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถที่ เช่าซื้อ คืนในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 665,000 บาท โดยให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 7,000 บาท แก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าขาดประโยชน์ 44,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับค่าขาดประโยชน์ต่อไปอีกเดือนละ 3,200 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถที่ เช่าซื้อ คืนหรือใช้ราคาแทน แต่ไม่เกิน 20 เดือน แก่โจทก์ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นเฉพาะระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2561 จำเลยที่ 1 ทำสัญญา เช่าซื้อ รถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นแอ็คคอร์ด กับโจทก์ ในราคาค่า เช่าซื้อ ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 866,299.20 บาท ตกลงผ่อนชำระค่า เช่าซื้อ ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นงวดรายเดือนรวม 60 งวด งวดละ 14,438.32 บาท กำหนดชำระภายในวันที่ 20 ของทุกเดือน เริ่มชำระงวดแรกภายในวันที่ 20 กันยายน 2561 โดยมีจำเลยที่ 2 ทำหนังสือยินยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วมตามสัญญา เช่าซื้อ เพื่อผู้บริโภคและหนังสือยินยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม หลังทำสัญญา เช่าซื้อ จำเลยที่ 1 ชำระค่า เช่าซื้อ ให้โจทก์เพียง 3 งวดเศษ เป็นเงิน 53,260.82 บาท และผิดนัดตั้งแต่งวดที่ 4 ประจำวันที่ 20 ธันวาคม 2561 โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญา เช่าซื้อ ไปยังจำเลยทั้งสองโดยชอบแล้ว สัญญา เช่าซื้อ จึงเป็นอันเลิกกันตามหนังสือเรื่องบอกเลิกสัญญา เช่าซื้อ และใบตอบรับในประเทศ สำหรับความรับผิดของจำเลยที่ 1 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์คันที่ เช่าซื้อ คืนในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน กับให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์ เนื่องจากไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงประการเดียวว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดตามหนังสือยินยอมให้ทำสัญญา เช่าซื้อ หรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาคำขอทำสัญญา เช่าซื้อ ซึ่งมีข้อความระบุว่า จำเลยที่ 2 เป็นคู่สมรสกับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวไว้ในฐานะผู้ขอ เช่าซื้อ แม้เอกสารดังกล่าวไม่มีระบุเครื่องหมายแสดงว่าจดทะเบียนสมรส แต่โจทก์ก็ได้แนบข้อมูลทะเบียนครอบครัวท้ายคำขอทำสัญญา เช่าซื้อ ซึ่งมีรายละเอียดว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนสมรสกัน ณ สำนักงานทะเบียน เขตบางแค กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2555 ก่อนวันทำสัญญา เช่าซื้อ เมื่อข้อมูลทะเบียนครอบครัวดังกล่าวออกให้ในวันที่ 18 ตุลาคม 2562 ภายหลังวันทำสัญญา เช่าซื้อ โดยไม่ปรากฏรายการจดทะเบียนการหย่า ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ในขณะที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญา เช่าซื้อ รถยนต์พิพาทกับโจทก์ เมื่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 (4) บัญญัติให้หนี้ที่สามีหรือภริยาก่อขึ้นในระหว่างสมรสเพื่อประโยชน์ของตนฝ่ายเดียวและอีกฝ่ายหนึ่งได้ให้สัตยาบันถือเป็นหนี้ร่วม ซึ่งการเป็นสามีภริยาตามบทบัญญัติดังกล่าวหมายถึงสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 สามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ทำหนังสือให้ความยินยอมในการที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญา เช่าซื้อ โดยมีข้อความระบุว่า จำเลยที่ 2 รับรู้และยินยอมให้จำเลยที่ 1 ภริยาของจำเลยที่ 2 ทำสัญญา เช่าซื้อ และหากจำเลยที่ 1 ประพฤติผิดสัญญาหรือความรับผิดตามสัญญา เช่าซื้อ จำเลยที่ 2 ยินยอมร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม หนังสือที่จำเลยที่ 2 แสดงเจตนาดังกล่าวมีลักษณะของการให้สัตยาบันแก่หนี้ที่จำเลยที่ 1 ผู้เป็นภริยาของตนก่อขึ้น หนี้ของจำเลยที่ 1 ตามสัญญา เช่าซื้อ รายนี้จึงถือเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาที่จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 (4) กรณีหาใช่โจทก์มีเจตนาให้จำเลยที่ 2 สามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ทำหนังสือยินยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วมเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายที่บัญญัติให้ข้อตกลงที่ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะลูกหนี้ร่วมตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบมาตรา 150 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 665,000 บาท และให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระค่าขาดประโยชน์ 44,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 44,800 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์ต่อไปอีกเดือนละ 3,200 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถที่ เช่าซื้อ คืนหรือใช้ราคาแทน แต่ไม่เกิน 20 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3803/2565 บริษัท ซ. โจทก์ นางสาว บ. กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 150 , ม. 686 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) , ม. 1490 (4)