ฎีกาที่ 2494/2565
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
โจทก์ที่ 1 อยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ตายโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสไม่ใช่ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงมิใช่ทายาทผู้มีสิทธิรับ มรดก ของผู้ตาย แม้ตามทางนำสืบจะได้ความว่า จำเลยทั้งสามและทายาทของผู้ตายตกลงยินยอมให้โจทก์ที่ 1 มีส่วนในทรัพย์ มรดก ของผู้ตายเท่าทายาทชั้นบุตรก็เป็นเพียงข้อตกลงระหว่างคู่ความและผู้มีส่วนได้เสียในทางแพ่ง ไม่ทำให้โจทก์ที่ 1 เปลี่ยนสถานะเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับ มรดก ของผู้ตายได้ เพราะการเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับ มรดก เกิดขึ้นโดยบทบัญญัติของกฎหมายหาใช่เกิดขึ้นโดยข้อตกลงระหว่างทายาทด้วยกันเองไม่ สำหรับความผิดฐานยักยอกทรัพย์ มรดก ตาม ป.อ. มาตรา 354 บุคคลที่จะเป็นผู้เสียหายในความผิดดังกล่าว ได้แก่ บรรดาทายาทผู้มีสิทธิรับ มรดก เท่านั้น เมื่อโจทก์ที่ 1 มิใช่ทายาทผู้มีสิทธิรับ มรดก ตามกฎหมาย จึงมิใช่ผู้เสียหายที่จะมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามในฐานะส่วนตัวได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
ย่อยาว
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 352, 354 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละ 207,183.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธในคดีส่วนอาญา และให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เบื้องต้นว่า โจทก์ที่ 1 และนายละอองผู้ตายอยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส ส่วนโจทก์ที่ 2 เป็นบุตรนอกกฎหมายที่ผู้ตายได้รับรองแล้วจึงเป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิได้รับ มรดก ของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627, 1629 (1) ในคดีร้องขอจัดการ มรดก ของผู้ตาย โจทก์ที่ 1 และจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นคู่ความและทายาทของผู้ตายทุกคนตกลงร่วมยินยอมให้โจทก์ที่ 1 มีส่วนในทรัพย์ มรดก ของผู้ตายเท่าทายาทชั้นบุตร รวมเป็น 9 ส่วน โดยทรัพย์ มรดก ที่รวบรวมได้มีทั้งหมด 10 รายการ และโจทก์ที่ 1 ยินยอมรับทรัพย์ มรดก ตามข้อตกลง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยทั้งสามเป็นผู้จัดการ มรดก ของผู้ตาย ภายหลังโจทก์ที่ 1 ฟ้องจำเลยทั้งสามกับพวกขอให้แบ่งทรัพย์สินที่โจทก์ที่ 1 กับผู้ตายทำมาหาได้ร่วมกัน ต่อมาวันที่ 28 สิงหาคม 2561 มีการตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2561 มีการนัดประชุมทายาท คดีมีปัญหาที่ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า โจทก์ที่ 1 มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามฐานยักยอกทรัพย์ มรดก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 354 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ที่ 1 อยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ตายโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสไม่ใช่ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงมิใช่ทายาทผู้มีสิทธิรับ มรดก ของผู้ตาย แม้ตามทางนำสืบของโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสามจะได้ความว่าจำเลยทั้งสามและทายาทของผู้ตายตกลงยินยอมให้โจทก์ที่ 1 มีส่วนในทรัพย์ มรดก ของผู้ตายเท่าทายาทชั้นบุตรก็เป็นเพียงข้อตกลงระหว่างคู่ความและผู้มีส่วนได้เสียในทางแพ่ง ไม่ทำให้โจทก์ที่ 1 เปลี่ยนสถานะเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับ มรดก ของผู้ตายได้ เพราะการเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับ มรดก เกิดขึ้นโดยบทบัญญัติของกฎหมายหาใช่เกิดขึ้นโดยข้อตกลงระหว่างทายาทด้วยกันเองไม่ สำหรับความผิดฐานยักยอกทรัพย์ มรดก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 354 บุคคลที่จะเป็นผู้เสียหายในความผิดดังกล่าว ได้แก่ บรรดาทายาทผู้มีสิทธิรับ มรดก เท่านั้น เมื่อโจทก์ที่ 1 มิใช่ทายาทผู้มีสิทธิรับ มรดก ตามกฎหมาย จึงมิใช่ผู้เสียหายที่จะมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามในฐานะส่วนตัวได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 2 (4) ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสามมานั้นชอบหรือไม่ ตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า โจทก์ที่ 1 กับจำเลยทั้งสามและทายาททุกคนได้แถลงร่วมกันว่าทรัพย์ มรดก มีทั้งหมด 10 รายการ ตามที่ระบุในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น และทรัพย์ มรดก ตามฟ้องข้อ 6.1 รถตักสีฟ้าหรือสีออกเขียว และข้อ 6.9 ปุ๋ยชีวภาพหรือปุ๋ยขี้เป็ด จำเลยทั้งสามได้แจ้งให้โจทก์ที่ 1 ทราบแล้วก่อน นำออกขาย คงมีเฉพาะทรัพย์ มรดก ตามฟ้องข้อ 6.2 ถึง 6.8 เท่านั้น ที่จำเลยทั้งสามได้ขายไปก่อนที่จะแจ้งให้โจทก์ที่ 1 ทราบ ซึ่งแม้ไม่ตรงกับที่ตกลงกันไว้ ก็ถือว่าเป็นเพียงการไม่ปฏิบัติตามสัญญาทางแพ่งเท่านั้น แต่ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำผิดต่อหน้าที่ของการเป็นผู้จัดการ มรดก เพราะหลังจากที่มีการขายทรัพย์ มรดก แล้ว จำเลยทั้งสามได้แบ่งเงินที่ได้จากการขายทรัพย์ มรดก ดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 824,210 บาท และทายาทตามที่ตกลงกันแล้ว ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามมีการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น พยานหลักฐานของโจทก์จึงไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานยักยอกตามฟ้องได้ สำหรับคดีส่วนแพ่ง เมื่อคดีส่วนอาญาฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานยักยอก โจทก์ทั้งสองจึงไม่อาจบังคับให้จำเลยทั้งสามคืนเงินตามคำขอได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2494/2565 นางสาว น. กับพวก โจทก์ นางสาว ร. กับพวก จำเลย ป.อ. ม. 354 ป.วิ.อ. ม. 2 (4) , ม. 195 , ม. 225