ฎีกาที่ 3688/2565
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
เดิมโจทก์เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนธนาคาร น. โจทก์ในคดีก่อนซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยในคดีนี้ซึ่งเป็นจำเลยในคดีก่อนด้วย โจทก์ย่อมเป็นผู้สืบสิทธิที่อยู่ในฐานะเดียวกันกับธนาคาร น. ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีก่อน เมื่อคดีก่อน โจทก์มิได้ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาจนล่วงพ้นระยะเวลา 10 ปี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 (เดิม) โจทก์จึงสิ้นสิทธิที่จะบังคับคดีตามคำพิพากษาดังกล่าวอีกต่อไป การที่โจทก์ในฐานะผู้สืบสิทธิของธนาคาร น. โจทก์ในคดีก่อน นำคดีมาฟ้องจำเลยในคดีนี้อีก ถือว่าโจทก์และจำเลยคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกับโจทก์และจำเลยในคดีก่อน เมื่อคดีก่อนถึงที่สุดแล้ว และประเด็นที่ศาลวินิจฉัยในคดีก่อนเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของโจทก์เดิมในมูลหนี้ตามสัญญากู้ยืมและสัญญา จำนอง โดยวินิจฉัยว่าโจทก์เดิมมีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมและมีสิทธิบังคับ จำนอง การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์ จำนอง เดียวกันอีก คดีนี้จึงมีประเด็นเดียวกับคดีก่อนว่า โจทก์มีสิทธิบังคับให้จำเลยชำระหนี้และบังคับทรัพย์ จำนอง หรือไม่ ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่ปรากฏว่าการ จำนอง ที่ดินพิพาทได้ระงับสิ้นไป สิทธิของโจทก์ในฐานะผู้รับ จำนอง ที่ดินยังคงมีอยู่และโจทก์สามารถใช้ยันต่อลูกหนี้ จำนอง หรือต่อบุคคลภายนอกที่รับโอนทรัพย์ จำนอง ต่อไปได้
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 614,413.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 315,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 12685 (เดิม น.ส.3 ก เลขที่ 3808) จังหวัดนครสวรรค์ พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 14271/2540 ของศาลชั้นต้น (ศาลแพ่ง) หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า แม้คดีก่อน โจทก์จะได้รับอนุญาตให้สวมสิทธิแทนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เดิม เป็นเจ้าหนี้ผู้รับ จำนอง ตามคำพิพากษาแต่ไม่บังคับคดีจนระยะเวลาล่วงพ้น 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นที่สุดในคดีก่อนแล้วก็ตาม ก็ย่อมมีผลเพียงทำให้โจทก์หมดสิทธิบังคับคดีในมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนต่อจำเลยและหลักประกันในคดีก่อนเท่านั้น แต่ตามคำฟ้องในคดีนี้โจทก์ได้ฟ้องจำเลยตามมูลหนี้สัญญา จำนอง เพื่อบังคับ จำนอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 745 โดยระบุหน้าคำฟ้องว่าเป็นเรื่องบังคับ จำนอง และบรรยายเนื้อหาคำฟ้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้และไถ่ถอน จำนอง ตามสัญญา จำนอง อีกทั้งเป็นข้อโต้แย้งที่เกิดขึ้นภายหลังเมื่อหนี้ จำนอง ขาดอายุความแล้ว ไม่ใช่เป็นฟ้องใหม่ในประเด็นที่ศาลได้เคยวินิจฉัยไว้แล้วในคดีก่อนแต่อย่างใด และการที่โจทก์ไม่บังคับคดีภายในกำหนดสิบปีนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นที่สุดนั้นมีผลเพียงแค่ทำให้โจทก์หมดสิทธิบังคับคดีในคดีดังกล่าวเท่านั้น แต่มิได้เป็นเหตุให้หนี้ จำนอง ระงับสิ้นไป ทรัพยสิทธิ จำนอง ยังคงมีอยู่และสามารถใช้ยันต่อลูกหนี้ จำนอง หรือต่อบุคคลภายนอกที่รับโอนทรัพย์สิน จำนอง นั้นต่อไปได้ แต่โจทก์จะบังคับดอกเบี้ยเกินกว่าห้าปีไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 745 นั้น เห็นว่า เดิมในคดีหมายเลขแดงที่ 14271/2540 ของศาลแพ่ง ธนาคาร น. เป็นโจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมและสัญญา จำนอง อันเป็นการฟ้องโดยใช้สิทธิในฐานะเจ้าหนี้สามัญและเจ้าหนี้ จำนอง เต็มตามสิทธิที่ธนาคาร น. มีอยู่ ซึ่งต่อมาศาลแพ่งได้มีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่ธนาคาร น. และให้ธนาคาร น. มีสิทธิบังคับ จำนอง เอาแก่ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 12685 (เดิม น.ส.3 ก เลขที่ 3808) ตำบลอุดมธัญญา อำเภอตากฟ้า จังหวัดนครสวรรค์ พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ทรัพย์ จำนอง โดยให้นำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยบังคับชำระหนี้แก่ธนาคาร น. จนครบ หลังจากนั้นธนาคาร น. โอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. และบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. โอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยให้แก่โจทก์ และศาลแพ่งได้มีคำสั่งให้โจทก์เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนธนาคาร น. โจทก์จึงเป็นผู้สืบสิทธิที่อยู่ในฐานะเดียวกันกับธนาคาร น. ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีก่อน เมื่อในคดีก่อน โจทก์มิได้ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาจนล่วงพ้นระยะเวลา 10 ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 (เดิม) โจทก์จึงสิ้นสิทธิที่จะบังคับคดีตามคำพิพากษาดังกล่าวอีกต่อไป และการที่โจทก์ในฐานะผู้สืบสิทธิของธนาคาร น. โจทก์ในคดีก่อน นำคดีมาฟ้องจำเลยในคดีนี้อีก ถือว่าโจทก์และจำเลยคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกับโจทก์และจำเลยในคดีก่อน เมื่อคดีก่อน ศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินและให้มีสิทธิบังคับ จำนอง ที่ดินทรัพย์ จำนอง เต็มตามสิทธิของโจทก์ และคดีถึงที่สุดแล้ว การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์ จำนอง เดียวกันอีก คดีนี้จึงมีประเด็นเดียวกับคดีก่อนว่า โจทก์มีสิทธิบังคับให้จำเลยชำระหนี้และบังคับ จำนอง ทรัพย์ จำนอง นั้นหรือไม่ เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 14271/2540 ของศาลชั้นต้น (ศาลแพ่ง) ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 อย่างไรก็ตาม ในชั้นนี้ ยังไม่ปรากฏว่า การ จำนอง ที่ดินพิพาทได้ระงับสิ้นไป สิทธิของโจทก์ในฐานะผู้รับ จำนอง ที่ดินจึงยังคงมีอยู่ และโจทก์สามารถใช้ยันต่อลูกหนี้ จำนอง หรือต่อบุคคลภายนอกที่รับโอนทรัพย์ จำนอง ต่อไปได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3688/2565 บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. โจทก์ นาง ณ. จำเลย ป.วิ.พ. ม. 148