ฎีกาที่ 4725/2565
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 7
พ.ศ. 2528 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 7 ศาลภาษีอากรมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งในเรื่องต่อไปนี้ (1) คดีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานหรือคณะกรรมการตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากร (2) คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องขอ...
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 17
พ.ศ. 2528 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 17 กระบวนพิจารณาในศาลภาษีอากรให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ และข้อกำหนดตามมาตรา 20 ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติและข้อกำหนดดังกล่าว ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจ...
ย่อสั้น
แม้เอกสารที่โจทก์นำสืบจะเป็นภาษาต่างประเทศและไม่ได้ทำคำแปลเป็นภาษาไทย แต่คู่ความสามารถส่งพยานเอกสารที่ทำขึ้นเป็นภาษาต่างประเทศต่อศาลได้โดยไม่จำต้องทำคำแปลเป็นภาษาไทยเสมอไป เว้นเสียแต่ศาลสั่งให้ทำคำแปล ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 46 วรรคสาม ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาล ภาษี อากรและวิธีพิจารณาคดี ภาษี อากร พ.ศ. 2528 มาตรา 17 กรณีจึงรับฟังเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานของโจทก์ได้ และเมื่อโจทก์ได้ส่งเอกสารดังกล่าวให้แก่จำเลยตั้งแต่ในชั้นพิจารณาคำร้องขอคืนเงิน ภาษี และชั้นพิจารณาอุทธรณ์แล้ว ศาล ภาษี อากรกลางย่อมมีอำนาจยกประเด็นตามเอกสารดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยได้ ป.รัษฎากร มาตรา 27 ตรี ไม่ได้กำหนดบทนิยามของคำว่า "ผู้มีสิทธิขอคืน" ไว้แต่จำเลยมีระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วยการคืนเงิน ภาษี อากร พ.ศ. 2539 ข้อ 4 (5) ให้นิยามของคำว่า "ผู้ขอคืน" หมายความรวมถึงผู้เสียประโยชน์จากการชำระหรือนำส่ง ภาษี ไว้เกิน หรือผิด หรือซ้ำ หรือโดยไม่มีหน้าที่ต้องเสีย มีสิทธิขอคืนเงินส่วนที่เกินได้ เมื่อโจทก์มีหน้าที่ต้องหัก ภาษี จากเงินได้ที่จ่ายให้แก่บริษัท บ. ตามอัตราที่กฎหมายกำหนดแล้วนำส่งให้แก่จำเลย ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 70 การที่โจทก์โอนเงินในส่วนที่หักไว้เกินให้แก่บริษัท บ. แล้วจำเลยก็ออกหนังสือรับรองการหัก ภาษี ณ ที่จ่าย ในอัตราที่ถูกต้องให้แก่บริษัท บ. เท่ากับจำเลยยอมรับว่าบริษัท บ. ได้ชำระ ภาษี ไว้ถูกต้องครบถ้วนแล้ว ข้อเท็จจริงดังกล่าวพอฟังได้ว่าโจทก์เป็นผู้เสียประโยชน์จากการชำระหรือนำส่ง ภาษี ไว้เกิน โจทก์จึงเป็นผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืน ภาษี ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 27 ตรี ป.รัษฎากร มาตรา 4 ทศ กำหนดให้ผู้ได้รับคืนเงิน ภาษี อากรมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงิน ภาษี อากรที่ได้รับคืนโดยไม่คิดทบต้น ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ. 2526) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับคืนเงิน ภาษี อากร โดยไม่ใด้กำหนดว่าผู้ได้รับคืนเงิน ภาษี อากรจะต้องร้องขอดอกเบี้ยต่อจำเลยก่อนแต่อย่างใด โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยจากเงินค่า ภาษี อากรที่ได้รับคืนตามที่โจทก์ขอ
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งไม่คืนเงิน ภาษี อากร ที่กค 0719.04 (ภค)/4244 และที่กค 0719.04 (ภค)/4245 ลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2561 และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของสรรพากรภาค 1 ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีจำเลย ตามหนังสือเลขที่กค 0719.32.3/10831 ลงวันที่ 17 กันยายน 2561 และหนังสือเลขที่กค 0719.32.3/11330 ลงวันที่ 25 กันยายน 2561 และให้จำเลยคืนเงิน ภาษี เงินได้นิติบุคคล หัก ณ ที่จ่าย สำหรับเดือนกุมภาพันธ์ 2560 จำนวน 261,082 บาท และ 2,499,156.96 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน นับแต่วันถัดจากวันครบระยะเวลาสามเดือนนับแต่วันที่คดีถึงที่สุดเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาล ภาษี อากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งไม่คืน ภาษี แก่โจทก์ตามหนังสือสำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 4 เลขที่กค 0719.04 (ภค)/4244 ลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2561 และเลขที่กค 0719.04 (ภค)/4245 ลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2561 กับคำวินิจฉัยการอุทธรณ์คำสั่งไม่คืนเงิน ภาษี อากรตามหนังสือสำนักงานสรรพากรภาค 1 เลขที่กค 0719.32.3/10831 ลงวันที่ 17 กันยายน 2561 และเลขที่กค 0719.32.3/11330 ลงวันที่ 25 กันยายน 2561 ให้จำเลยคืนเงิน ภาษี อากรรวม 2,760,238.96 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน นับแต่วันถัดจากวันครบระยะเวลาสามเดือนนับแต่วันที่คดีถึงที่สุดเป็นต้นไปจนถึงวันที่ลงในหนังสือแจ้งคำสั่งคืนเงิน แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยต้องไม่เกินจำนวนเงิน ภาษี อากรที่ได้รับคืน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดี ภาษี อากรพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดี ภาษี อากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2560 โจทก์จ่ายเงินให้แก่บริษัท I เป็นค่าสิทธิตามความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสิงค์โปร์ เพื่อการเว้นการเก็บ ภาษี ซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับ ภาษี เก็บจากเงินได้ ข้อ 12 ประกอบประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (3) จำนวน 2,610,820.20 บาท และ 24,991,563.55 บาท ตามลำดับ แล้วนำส่ง ภาษี เงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 ในอัตราร้อยละ 15 เป็นเงิน 391,623.01 บาท และ 3,748,735.13 บาท ต่อมาโจทก์พบว่าได้นำส่ง ภาษี เงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่ายไว้เกิน เนื่องจากมีการแก้ไขความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสิงค์โปร์เพื่อการเว้นการเก็บ ภาษี ซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับ ภาษี เก็บจากเงินได้ ฉบับแก้ไข มีผลใช้บังคับวันที่ 1 มกราคม 2560 โจทก์มีหน้าที่นำส่ง ภาษี เงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 5 วันที่ 19 พฤษภาคม 2560 และวันที่ 26 พฤษภาคม 2560 โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนเงิน ภาษี ที่นำส่งไว้เกินจากจำเลยสำหรับเดือนกุมภาพันธ์ 2560 จำนวน 261,082 บาท และ 2,499,156.96 บาท ตามคำร้องขอคืนเงิน ภาษี อากร (ค.10) ต่อมาจำเลยมีหนังสือแจ้งไม่คืนเงิน ภาษี อากรที่กค 0719.04 (ภค)/4244 และที่กค 0719.04 (ภค)/4245 ลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2561 ถึงโจทก์ วันที่ 18 และ 22 พฤษภาคม 2561 โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งแจ้งไม่คืนเงิน ภาษี อากรดังกล่าว ต่อมาจำเลยมีหนังสือเลขที่กค 0719.32.3/10831 ลงวันที่ 17 กันยายน 2561 และเลขที่กค 0719.32.3/11330 ลงวันที่ 25 กันยายน 2561 วินิจฉัยว่า คำสั่งสำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 4 ที่ไม่อนุมัติคืนเงิน ภาษี เงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย สำหรับเดือนกุมภาพันธ์ 2560 แก่โจทก์ชอบแล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนเงิน ภาษี อากรหรือไม่ และคำสั่งแจ้งไม่คืนเงิน ภาษี อากรตามหนังสือแจ้งไม่คืนเงิน ภาษี อากรที่กค 0719.04 (ภค)/4244 และที่กค 0719.04 (ภค)/4245 ลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2561 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามหนังสือเลขที่กค 0719.32.3/10831 ลงวันที่ 17 กันยายน 2561 และเลขที่กค 0719.32.3/11330 ลงวันที่ 25 กันยายน 2561 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดี ภาษี อากรเห็นว่า พยานโจทก์ปากนางสาวสุพิชญนันทน์ เบิกความประกอบเอกสาร ซึ่งระบุว่า เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2560 โจทก์โอนเงินตราต่างประเทศซึ่งคำนวณเป็นสกุลเงินบาท 253,149.05 บาท และ 2,407,248.62 บาท ไปยังบัญชีธนาคารของบริษัท I แม้เอกสารดังกล่าวจะเป็นภาษาต่างประเทศและโจทก์ไม่ได้ทำคำแปลเป็นภาษาไทยก็ตาม แต่คู่ความสามารถส่งพยานเอกสารที่ทำขึ้นเป็นภาษาต่างประเทศต่อศาลได้โดยไม่จำต้องทำคำแปลเป็นภาษาไทยเสมอไป เว้นเสียแต่ศาลสั่งให้ทำคำแปล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 46 วรรคสาม ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล ภาษี อากรและวิธีพิจารณาคดี ภาษี อากร พ.ศ. 2528 มาตรา 17 กรณีจึงรับฟังเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานของโจทก์ได้ โดยโจทก์ได้แสดงหลักฐานดังกล่าวให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยตั้งแต่ชั้นยื่นคำร้องขอคืนเงิน ภาษี และชั้นพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยแล้วว่า โจทก์คืนเงินค่า ภาษี อากรส่วนที่หักไว้เกินให้แก่บริษัท I ซึ่งต่อมาวันที่ 30 มีนาคม 2560 จำเลยออกหนังสือรับรองการหัก ภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราที่ถูกต้องให้แก่บริษัท I ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 41 หรือ 86 และ ล.2 แผ่นที่ 110 อันเป็นเวลาต่อเนื่องกับที่โจทก์โอนเงินให้แก่บริษัท I และเมื่อคำนวณจำนวนเงิน ภาษี ที่โจทก์หัก ณ ที่จ่ายไว้ในอัตราร้อยละ 15 กับจำนวน ภาษี เงินได้หัก ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 5 แล้วปรากฏมีส่วนต่างตรงกับเงินที่โจทก์โอนไปให้แก่บริษัท I ประกอบกับได้ความจากนายสุภณัช พยานจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า เอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 86 และ ล.2 แผ่นที่ 110 แสดงว่าบริษัท I ได้ชำระ ภาษี ไว้ถูกต้อง ไม่เป็นผู้เสีย ภาษี ไว้เกิน ผิด หรือซ้ำ และเบิกความตอบทนายจำเลยถามติงว่า เอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 110 เป็นหนังสือรับรองซึ่งจำเลยออกเพื่อแสดงว่าโจทก์นำส่งเงิน ภาษี หัก ณ ที่จ่ายไว้เกินจำนวน ทั้งโจทก์นำสืบโดยจำเลยไม่โต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่า เงินค่าตอบแทนที่โจทก์จ่ายให้แก่บริษัท I เป็นเงินค่าแห่งลิขสิทธิ์อันเป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (3) อันเป็นค่าสิทธิตามความในข้อ 12 วรรคสอง (ก) แห่งความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสิงค์โปร์ เพื่อการเว้นการเก็บ ภาษี ซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับ ภาษี เก็บจากเงินได้ ซึ่งกำหนด ภาษี ที่เรียกเก็บอัตราร้อยละ 5 ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า โจทก์ได้หัก ภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินได้ของบริษัท I เกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด แล้วโจทก์ได้โอนเงินให้แก่บริษัท I เพื่อชดเชยเงิน ภาษี ส่วนที่หักไว้เกินและนำส่งให้แก่จำเลยเกินจำนวน และเมื่อโจทก์ได้ส่งหลักฐานดังกล่าวให้แก่จำเลยตั้งแต่ในชั้นพิจารณาคำร้องขอคืนเงิน ภาษี และชั้นพิจารณาอุทธรณ์แล้ว ศาล ภาษี อากรกลางย่อมมีอำนาจยกประเด็นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า เงิน ภาษี เงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย ที่โจทก์นำส่งแก่จำเลยไม่ใช่เงินของโจทก์ แต่เป็นของบริษัท I ประมวลรัษฎากร มาตรา 54 เพียงกำหนดหน้าที่ให้โจทก์เป็นผู้หัก ภาษี เงินได้นำส่งให้แก่จำเลยไม่ได้กำหนดสิทธิในการขอคืน ภาษี จากจำเลย โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียประโยชน์จากการนำเงินของบริษัท I มาชำระหรือนำส่ง ภาษี ไว้แก่จำเลยบริษัท I ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่เสีย ภาษี เท่านั้นที่มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืน ภาษี (ค.10) จากจำเลย การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคืน ภาษี จากจำเลยไม่ตัดสิทธิบริษัท I ที่จะยื่นคำร้องขอคืน ภาษี จากจำเลยอีก โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอคืน ภาษี ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 27 ตรี จากจำเลย นั้น เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 27 ตรี วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เว้นแต่จะมีบทบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น การขอคืน ภาษี อากรและ ภาษี ที่ถูกหักไว้ ณ ที่จ่าย และนำส่งแล้วเป็นจำนวนเกินกว่าที่ควรจะต้องเสีย ภาษี หรือที่ไม่มีหน้าที่ต้องเสีย ให้ผู้มีสิทธิขอคืนยื่นคำร้องขอคืนภายในสามปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นรายการ ภาษี ตามที่กฎหมายกำหนด..." วรรคสอง บัญญัติว่า "คำร้องขอคืนตามมาตรานี้ ให้เป็นไปตามแบบที่อธิบดีกำหนด และให้ผู้มีสิทธิขอคืนยื่นคำร้องขอคืน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่ผู้มีสิทธิขอคืนมีภูมิลำเนาหรือ ณ สถานที่อื่นตามที่อธิบดีกำหนด" มาตรา 70 บัญญัติว่า "บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) (3) (4) (5) หรือ (6) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสีย ภาษี โดยให้ผู้จ่ายหัก ภาษี จากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามอัตรา ภาษี เงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล แล้วนำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น ทั้งนี้ ให้นำมาตรา 54 มาใช้บังคับโดยอนุโลม" มาตรา 54 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าผู้จ่ายเงินตามมาตรา 50 และมาตรา 53 มิได้หักและนำเงินส่ง หรือได้หักและนำเงินส่งแล้วแต่ไม่ครบจำนวนที่ถูกต้อง ผู้จ่ายเงินต้องรับผิดร่วมกับผู้มีเงินได้ในการเสีย ภาษี ที่ต้องชำระตามจำนวนเงิน ภาษี ที่มิได้หักและนำส่งหรือตามจำนวนที่ขาดไป แล้วแต่กรณี" เห็นได้ว่าประมวลรัษฎากร มาตรา 27 ตรี ไม่ได้กำหนดบทนิยามของคำว่า "ผู้มีสิทธิขอคืน" ไว้แต่อย่างใด แต่จำเลยมีระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วยการคืนเงิน ภาษี อากร พ.ศ. 2539 ให้นิยามของคำว่า "ผู้ขอคืน" หมายความว่า (1) ผู้เสีย ภาษี อากรซึ่งได้ชำระ ภาษี อากรไว้เกิน หรือ ผิด หรือซ้ำ (2) ผู้ถูกหัก ภาษี ณ ที่จ่ายไว้เกิน และหรือมี ภาษี เกินเนื่องจากได้รับการเครดิต ภาษี (3) ผู้ไม่มีหน้าที่ต้องเสีย ภาษี แต่ได้ชำระ ภาษี ไว้ หรือถูกหัก ภาษี ไว้ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ (4) ผู้มีหน้าที่หัก ภาษี ณ ที่จ่าย ที่นำเงินของตนส่ง ภาษี ไว้ผิดหรือซ้ำ (5) ผู้เสียประโยชน์จากการชำระหรือนำส่ง ภาษี ไว้เกิน หรือผิด หรือซ้ำ หรือโดยไม่มีหน้าที่ต้องเสีย แสดงว่า ในทางปฏิบัติของจำเลย ผู้ขอคืน ภาษี หาใช่หมายความถึงเฉพาะผู้มีเงินได้หรือผู้มีหน้าที่ต้องเสีย ภาษี เท่านั้น หากยังหมายความรวมถึง ผู้เสียประโยชน์จากการชำระหรือนำส่ง ภาษี ไว้เกิน หรือผิด หรือซ้ำ หรือโดยไม่มีหน้าที่ต้องเสียก็มีสิทธิขอคืนเงินส่วนที่เกินได้ เมื่อโจทก์เป็นผู้จ่ายเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (3) จากประเทศไทยให้แก่บริษัท I โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องหัก ภาษี จากเงินได้ที่จ่ายให้แก่บริษัท I ตามอัตราที่กฎหมายกำหนดแล้วนำส่งให้แก่จำเลย ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 การที่โจทก์โอนเงินในส่วนที่หักไว้เกินให้แก่บริษัท I แล้วจำเลยก็ออกหนังสือรับรองการหัก ภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราที่ถูกต้องให้แก่บริษัท I เท่ากับจำเลยยอมรับว่าบริษัท I ได้ชำระ ภาษี ไว้ถูกต้องครบถ้วนแล้ว ข้อเท็จจริงดังกล่าวพอฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้เสียประโยชน์จากการชำระหรือนำส่ง ภาษี ไว้เกิน โจทก์จึงเป็นผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืน ภาษี ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 27 ตรี คำสั่งแจ้งไม่คืนเงิน ภาษี อากรตามหนังสือแจ้งไม่คืนเงิน ภาษี อากรที่กค 0719.04 (ภค)/4244 และที่กค 0719.04 (ภค)/4245 ลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2561 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามหนังสือเลขที่กค 0719.32.3/10831 ลงวันที่ 17 กันยายน 2561 และเลขที่กค 0719.32.3/11330 ลงวันที่ 25 กันยายน 2561 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดี ภาษี อากรเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมาว่า จำเลยต้องคืนเงิน ภาษี เงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดี ภาษี อากรเห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับการขอคืนค่า ภาษี อากร ซึ่งตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล ภาษี อากรและวิธีพิจารณาคดี ภาษี อากร พ.ศ. 2528 มาตรา 7 บัญญัติว่า "ศาล ภาษี อากรมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งในเรื่องต่อไปนี้...(3) คดีพิพาทเกี่ยวกับการขอคืนค่า ภาษี อากร..." และมาตรา 9 บัญญัติว่า "คดีตามมาตรา 7 (3) ในกรณีที่กฎหมายเกี่ยวกับ ภาษี อากรบัญญัติให้ขอคืนค่า ภาษี อากรตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่กำหนดไว้ จะดำเนินการในศาล ภาษี อากรได้ต่อเมื่อได้มีการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาเช่นว่านั้น" เมื่อโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอคืนเงิน ภาษี ที่นำส่งไว้เกินจากจำเลยและฟังได้ว่า คำสั่งแจ้งไม่คืนเงิน ภาษี อากรตามหนังสือแจ้งไม่คืนเงิน ภาษี อากรที่กค 0719.04 (ภค)/4244 และที่กค 0719.04 (ภค)/4245 ลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2561 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามหนังสือเลขที่กค 0719.32.3/10831 ลงวันที่ 17 กันยายน 2561 และเลขที่กค 0719.32.3/11330 ลงวันที่ 25 กันยายน 2561 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงต้องคืนเงิน ภาษี ส่วนเกินให้แก่โจทก์ ซึ่งทางนำสืบของจำเลยไม่ได้โต้แย้งว่าจำนวนเงินที่โจทก์ขอคืนไม่ถูกต้องอย่างไร ที่ศาล ภาษี อากรกลางและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้จำเลยคืนต้นเงิน ภาษี ตามฟ้องจึงชอบ ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนั้น ประมวลรัษฎากร มาตรา 4 ทศ กำหนดให้ผู้ได้รับคืนเงิน ภาษี อากรมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงิน ภาษี อากรที่ได้รับคืนโดยไม่คิดทบต้น ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ. 2526) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับคืนเงิน ภาษี อากร โดยไม่ได้กำหนดว่าผู้ได้รับคืนเงิน ภาษี อากรจะต้องร้องขอดอกเบี้ยต่อจำเลยก่อนแต่อย่างใด โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องและได้รับดอกเบี้ยจากเงินค่า ภาษี อากรที่ได้รับคืนตามที่โจทก์ขอ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดี ภาษี อากรเห็นพ้องด้วย พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4725/2565 บริษัท อ. โจทก์ กรมสรรพากร จำเลย ป.วิ.พ. ม. 46 วรรคสาม ป.รัษฎากร ม. 4 ทศ , ม. 27 ตรี , ม. 40 (3) , ม. 54 , ม. 70 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 7 (3) , ม. 9 , ม. 17 ระเบียบกรมสรรพากร ว่าด้วยการคืนเงินภาษีอากร พ.ศ.2539 ข้อ 4