ฎีกาที่ 5501/2564
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
จำเลยปลอมเช็คของผู้เสียหายที่ 1 รวม 3 ฉบับ และนำเช็คที่ทำปลอมขึ้นดังกล่าว 2 ฉบับ ไปใช้อ้างต่างกรรมต่างวาระ รวม 3 ครั้ง จำเลยจึงมีความผิดฐานใช้ตั๋วเงินปลอม รวม 3 กระทง ตามจำนวนครั้งที่นำตั๋วเงินปลอมออกใช้ แต่สำหรับเช็คฉบับเลขที่ 00134343 ซึ่งจำเลยทำปลอมขึ้นนั้นไม่ปรากฏว่าจำเลยได้นำออกใช้ จำเลยจึงมีความผิดฐานปลอมตั๋วเงินสำหรับเช็คฉบับนี้ตาม ป.อ. มาตรา 266 (4) ด้วยอีกกระทงหนึ่ง การปลอมตั๋วเงินตาม ป.อ. มาตรา 266 (4) เป็นความผิดต่างกรรมกับการใช้ตั๋วเงินปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก เพียงแต่มาตรา 268 วรรคสอง บัญญัติให้ผู้ใช้ตั๋วเงินปลอม ซึ่งเป็นผู้ปลอมตั๋วเงินนั้นรับโทษฐานใช้ตั๋วเงินปลอมแต่กระทงเดียว เมื่อจำเลยทำปลอมเช็คฉบับเลขที่ 00134446 และใช้แสดงต่อ ภ. จึงต้องลงโทษตามมาตรา 268 วรรคแรก แต่เพียงกระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง แต่เมื่อต่อมาจำเลยใช้เช็คฉบับนี้แสดงต่อ ณ. โดยไม่ได้ปลอมเช็คดังกล่าวขึ้นอีก จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานปลอมตั๋วเงินตามมาตรา 266 (4) อีก คงมีความผิดฐานใช้ตั๋วเงินปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 188, 264, 266, 268, 334, 335 และให้จำเลยคืนเช็ค 11 ฉบับ หรือชดใช้ราคา 165 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 335 (11) วรรคแรก, 266 (4), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (4) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นและฐาน ลักทรัพย์ นายจ้าง เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐาน ลักทรัพย์ นายจ้าง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดแต่เพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ฐานปลอมตั๋วเงิน จำคุก 1 ปี ฐานปลอมตั๋วเงินและใช้ตั๋วเงินปลอม จำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้ตั๋วเงินปลอม ให้ลงโทษฐานใช้ตั๋วเงินปลอมแต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐาน ลักทรัพย์ นายจ้าง คงจำคุก 6 เดือน ฐานปลอมตั๋วเงิน คงจำคุก 6 เดือน ฐานใช้ตั๋วเงินปลอม คงจำคุกกระทงละ 6 เดือน 3 กระทง เป็นจำคุก 18 เดือน รวมจำคุก 30 เดือน ให้จำเลยคืนเช็ค 11 ฉบับ หรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 165 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 คำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ลงโทษฐานปลอมตั๋วเงิน แต่ให้ลงโทษฐานใช้ตั๋วเงินปลอม จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 3 ปี เมื่อลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 18 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐาน ลักทรัพย์ นายจ้างตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 24 เดือน ยกคำขอให้จำเลยคืนเช็ค 11 ฉบับ หรือใช้ราคา 165 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยลงโทษจำเลยฐานใช้ตั๋วเงินปลอม รวม 3 กระทง แต่ไม่ลงโทษในความผิดฐานปลอมตั๋วเงินอีก 1 กระทง เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า แม้โจทก์ระบุท้ายฎีกาเป็นทำนองขอให้ศาลฎีกาพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 โดยลงโทษจำเลยฐานปลอมตั๋วเงิน 1 กระทง และฐานใช้ตั๋วเงินปลอม 2 กระทง ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานใช้ตั๋วเงินปลอม รวม 3 กระทงหาใช่ 2 กระทง ข้อความท้ายฎีกาของโจทก์ดังกล่าวจึงน่าจะเกิดจากการผิดหลงในการเรียงและพิมพ์ ประกอบกับเมื่อพิจารณาข้อฎีกาของโจทก์ในตอนต้นซึ่งระบุไว้ชัดเจนว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว เช่นนี้ ย่อมแสดงให้เห็นเจตนารมณ์ในการยื่นฎีกาของโจทก์ว่าประสงค์ให้ศาลฎีกาลงโทษจำเลยในความผิดฐานใช้ตั๋วเงินปลอมรวม 3 กระทง ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 กับลงโทษจำเลยในความผิดฐานปลอมตั๋วเงินอีกกระทงหนึ่งตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นด้วย ซึ่งในข้อนี้เมื่อข้อเท็จจริงแห่งคดีรับฟังเป็นยุติตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การรับสารภาพของจำเลยว่า จำเลยปลอมเช็คธนาคาร ท. ของผู้เสียหายที่ 1 รวม 3 ฉบับ คือฉบับเลขที่ 00134343 เลขที่ 00134446 และเลขที่ 00134308 จากนั้นนำเช็คที่ทำปลอมขึ้น ฉบับเลขที่ 00134446 ไปใช้แสดงต่อนายภวิช และใช้แสดงต่อนายณตฤณ กับนำเช็คที่ทำปลอมขึ้น ฉบับเลขที่ 00134308 ไปใช้แสดงต่อลูกค้าของผู้เสียหายที่ 1 ดังนี้ การที่จำเลยนำเช็คที่ทำปลอมขึ้นดังกล่าว 2 ฉบับ ไปใช้อ้างต่างกรรมต่างวาระ รวม 3 ครั้ง จำเลยจึงมีความผิดฐานใช้ตั๋วเงินปลอม รวม 3 กระทง ตามจำนวนครั้งที่นำตั๋วเงินปลอมออกใช้ แต่สำหรับเช็ค ฉบับเลขที่ 0013443 ซึ่งจำเลยทำปลอมขึ้นนั้นไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้นำออกใช้ จำเลยจึงมีความผิดฐานปลอมตั๋วเงินสำหรับเช็คฉบับนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (4) ด้วยอีกกระทงหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น อย่างไรก็ตาม การปลอมตั๋วเงินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (4) เป็นความผิดต่างกรรมกับการใช้ตั๋วเงินปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก เพียงแต่มาตรา 268 วรรคสอง บัญญัติให้ผู้ใช้ตั๋วเงินปลอมซึ่งเป็นผู้ปลอมตั๋วเงินนั้นรับโทษฐานใช้ตั๋วเงินปลอมแต่กระทงเดียว ดังนั้น เมื่อจำเลยทำปลอมเช็ค ฉบับเลขที่ 00134446 และใช้แสดงต่อนายภวิชจึงต้องลงโทษตามมาตรา 268 วรรคแรก แต่เพียงกระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง แต่เมื่อต่อมาจำเลยใช้เช็ค ฉบับเลขที่ 00134446 ดังกล่าวแสดงต่อนายณตฤณ โดยจำเลยไม่ได้ปลอมเช็คฉบับเลขที่ดังกล่าวขึ้นอีก จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานปลอมตั๋วเงินตามมาตรา 266 (4) คงมีความผิดเพียงฐานใช้ตั๋วเงินปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ซึ่งต้องระวางโทษตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 266 (4) ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานปลอมตั๋วเงินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (4) อีกกระทงหนึ่ง จำคุก 1 ปี สำหรับความผิดฐานปลอมตั๋วเงินและใช้ตั๋วเงินปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (4) และมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (4) ซึ่งจำเลยเป็นผู้ปลอมตั๋วเงินและใช้ตั๋วเงินปลอม ให้ลงโทษฐานใช้ตั๋วเงินปลอมแต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 2 ปี และมีความผิดฐานใช้ตั๋วเงินปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (4) จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกรวม 24 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐาน ลักทรัพย์ นายจ้างตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 แล้ว เป็นจำคุก 30 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5501/2564 พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต โจทก์ นาย ณ. จำเลย ป.อ. ม. 264 , ม. 266 , ม. 268