ฎีกาที่ 3720/2564
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 17
พ.ศ. 2528 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 17 กระบวนพิจารณาในศาลภาษีอากรให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ และข้อกำหนดตามมาตรา 20 ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติและข้อกำหนดดังกล่าว ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจ...
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พุทธศักราช 2475 (ยกเลิก) มาตรา 8
พ.ศ. 2475 · approved_timeline_selection
มาตรา 8 ให้ผู้รับประเมินชำระภาษีปีละครั้งตามค่ารายปีของทรัพย์สิน คือ โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นกับที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น นั้น ในอัตราร้...
ย่อสั้น
คดีเดิมโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยเพิกถอนการประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดิน ปี ภาษี 2558 ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดิน ปี ภาษี 2558 (เพิ่มเติม) ซึ่งได้ความว่าสาเหตุที่ต้องประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดิน ปี ภาษี 2558 (เพิ่มเติม) เนื่องจากจำเลยคำนวณค่ารายปีและค่า ภาษี ปี ภาษี 2558 ไม่ถูกต้องครบถ้วนสำหรับพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ พื้นที่ให้เช่าขนาดเล็ก ศูนย์อาหาร และเครื่องเล่นเด็ก จึงได้คำนวณใหม่และมีหนังสือแจ้งการประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดิน ปี ภาษี 2558 (เพิ่มเติม) แก่โจทก์เพื่อเรียกเก็บ ภาษี ในส่วนที่ขาด ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าการประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดิน ปี ภาษี 2558 (เพิ่มเติม) คดีนี้เป็นการประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดินเพิ่มเติมจากการประเมินในปี ภาษี 2558 และเป็น ภาษี คนละจำนวนกับการประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดิน ปี ภาษี 2558 ประกอบกับจำเลยได้มีหนังสือแจ้งคำชี้ขาดสำหรับการประเมิน ปี ภาษี 2558 (เพิ่มเติม) แก่โจทก์เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2559 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่โจทก์ยื่นฟ้องเพิกถอนการประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดิน ปี ภาษี 2558 เป็นคดีต่อศาล ภาษี อากรกลางเป็นคดีหมายเลขคดีดำที่ ภ.2/2559 ไว้ก่อนแล้ว และต่อมาคดีดังกล่าวศาลฎีกาแผนกคดี ภาษี อากรได้มีคำพิพากษาแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3289/2563 ดังนั้น ที่จำเลยฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดินปี ภาษี 2558 (เพิ่มเติม) ในคดีนี้ จึงไม่เป็นการฟ้องในเรื่องเดียวกันและไม่เป็นฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาล ภาษี อากรและวิธีพิจารณาคดี ภาษี อากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 ตามมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ. ภาษี โรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 เมื่อข้อเท็จจริงยุติแล้วว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยเห็นว่าหลักฐานและสัญญาเช่าที่โจทก์นำส่งไม่สมบูรณ์และโจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสีย ภาษี โรงเรือนและที่ดินแสดงพื้นที่โรงเรือนขาดไป ค่าเช่าที่โจทก์ตกลงกับผู้เช่าจึงมิใช่จำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรจะให้เช่าได้ พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยย่อมมีอำนาจประเมินค่ารายปีทรัพย์สินของโจทก์โดยเทียบเคียงกับค่ารายปีทรัพย์สินของห้างสรรพสินค้า ท. ซึ่งมีลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์คล้ายคลึงกันได้ซึ่งโจทก์เคยฟ้องจำเลยเป็นคดีเกี่ยวกับการประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดิน ปี ภาษี 2558 และศาลฎีกาแผนกคดี ภาษี อากรมีคำพิพากษาแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3289/2563 โดยวินิจฉัยว่า วิธีการที่จำเลยใช้ในการคำนวณหาค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนเพื่อนำมาคำนวณหาค่ารายปีและค่า ภาษี โรงเรือนและที่ดินของโจทก์ไม่เหมาะสม สำหรับวิธีการคำนวณของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษนั้น เป็นการนำค่ารายปีของทุกร้านที่เช่าพื้นที่แบ่งเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่และพื้นที่ขนาดเล็กของห้างสรรพสินค้า ท. มาหารพื้นที่รวมของทุกร้านตามที่แบ่งพื้นที่เพื่อหาค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนก่อนแล้วค่อยนำไปคำนวณกับพื้นที่ของโจทก์และระยะเวลาการใช้ทรัพย์สิน ซึ่งเป็นวิธีการที่คำนึงถึงค่าเช่าและพื้นที่ของแต่ละร้านประกอบกันจึงเป็นวิธีการคำนวณหาค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรของพื้นที่รวมของทุกร้านตามที่แบ่งพื้นที่แล้ว เพราะเมื่อนำไปคำนวณกลับกับพื้นที่ของห้างสรรพสินค้า ท. แล้วจะได้ค่า ภาษี ที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงกับค่า ภาษี ของห้างสรรพสินค้า ท. วิธีการคำนวณของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจึงเป็นวิธีการที่เหมาะสมและคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้งและบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์คล้ายคลึงกันในเขตของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นนั้นแล้ว ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดี ภาษี อากรในคดีดังกล่าวจึงกำหนดค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนสำหรับพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่เท่ากับ 676.72 บาท เมื่อคดีนี้มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยเฉพาะแต่ในส่วนพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ ประกอบกับไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าในปี ภาษี 2559 มีการใช้ทรัพย์สินในส่วนพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ของโจทก์แตกต่างไปจากการใช้ทรัพย์สินของโจทก์ในปี ภาษี 2558 อย่างไร จึงให้กำหนดค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนสำหรับพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่สำหรับปี ภาษี 2559 เท่ากับ 676.72 บาท ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกามี พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ออกใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว ให้ยกเลิกมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่ง ป.พ.พ. และให้ใช้ความใหม่แทนโดยกำหนดให้หนี้เงินนั้นให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปีซึ่งปัจจุบันอัตราร้อยละห้าต่อปีและมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว กำหนดให้บทบัญญัติตามมาตรา 224 แห่ง ป.พ.พ. ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ให้ใช้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับจึงต้องกำหนดดอกเบี้ยตาม ป.พ.พ. ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดดังกล่าว และอัตราดอกเบี้ยตามมาตรา 7 อาจปรับเปลี่ยนโดยพระราชกฤษฎีกา
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดินปี ภาษี 2558 (เพิ่มเติม) ที่กจ 52002/1390 คำวินิจฉัยอุทธรณ์การพิจารณาประเมิน ภาษี ใหม่ของจำเลย ที่กจ 52002/3273 หนังสือแจ้งการประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดินปี ภาษี 2559 ที่กจ 52002/2605 และวินิจฉัยอุทธรณ์การพิจารณาประเมิน ภาษี ของจำเลย ที่กจ 52002/3274 ให้จำเลยคืนเงิน ภาษี โรงเรือนและที่ดินปี ภาษี 2558 (เพิ่มเติม) 2,221,730 บาท และคืนเงิน ภาษี โรงเรือนและที่ดินปี ภาษี 2559 จำนวน 7,649,914.83 บาท ภายใน 3 เดือนนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด หากจำเลยไม่คืนภายในกำหนด ให้ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันครบกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด จำเลยให้การขอให้พิพากษายกฟ้อง ศาล ภาษี อากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินค่า ภาษี โรงเรือนและที่ดินประจำปี ภาษี 2559 ตามใบแจ้งการประเมินเล่มที่ 20 เลขที่ 1 ลงวันที่ 29 กรกฎาคม 2559 และใบแจ้งคำชี้ขาด เล่มที่ 1 เลขที่ 8 ลงวันที่ 22 กันยายน 2559 ให้โจทก์ชำระค่า ภาษี 3,842,806.85 บาท และให้จำเลยคืนเงินค่า ภาษี 6,817,039.15 บาท แก่โจทก์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.50 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันครบกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขการประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดินประจำปี ภาษี 2559 และใบแจ้งคำชี้ขาดของจำเลย โดยกำหนดค่ารายปี 31,263,538.12 บาท ค่า ภาษี 3,907,942.26 บาท และให้จำเลยคืนเงินค่า ภาษี 6,751,903.74 บาท แก่โจทก์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.50 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันครบกำหนด 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาล ภาษี อากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดี ภาษี อากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบกิจการค้าด้านสินค้าอุปโภคบริโภค ประเภทห้างสรรพสินค้าและให้เช่าอาคารสำนักงานหรือสถานที่ภายในอาคารสำนักงาน โจทก์มีพื้นที่ในอาคารและพื้นที่นอกอาคารรวมพื้นที่ 36,593.37 ตารางเมตร แยกพื้นที่เป็น 7 ประเภท คือ 1. พื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ 2. พื้นที่ให้เช่าขนาดเล็ก 3. ศูนย์อาหาร 4. เครื่องเล่นเด็ก 5. สต็อกเก็บสินค้า 6. พื้นที่โจทก์ประกอบกิจการเอง และ 7. ลานจอดรถ เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2559 จำเลยมีหนังสือแจ้งการประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดินประจำปี ภาษี 2558 (เพิ่มเติม) 2,816,395.95 บาท แก่โจทก์ โดยให้เหตุผลว่าในการประเมินตามใบแจ้งการประเมิน (ภ.ร.ด.8) เล่มที่ 12 เลขที่ 11 ลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2558 พนักงานเจ้าหน้าที่นำค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนมาคำนวณเป็น ภาษี โรงเรือนและที่ดินซึ่งไม่ครบถ้วนถูกต้อง และวันที่ 29 กรกฎาคม 2559 จำเลยมีหนังสือแจ้งการประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดิน ประจำปี ภาษี 2559 จำนวน 10,659,846 บาท แก่โจทก์ จำเลยคำนวณค่า ภาษี โรงเรือนและที่ดินโดยการเทียบเคียงราคาค่าเช่าพื้นที่เฉลี่ยต่อตารางเมตรของพื้นที่ให้เช่าของบริษัท อ. หรือห้างสรรพสินค้า ท. ห่างจากสาขาของโจทก์ประมาณ 8 กิโลเมตร เป็นเกณฑ์ในการประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดิน โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ ต่อมาจำเลยมีคำชี้ขาดสำหรับการประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดินปี ภาษี 2558 (เพิ่มเติม) ให้ลดค่า ภาษี โรงเรือนและที่ดินลง 594,730 บาท คงเหลือค่า ภาษี โรงเรือนและที่ดิน 2,221,665.95 บาท ส่วนปี ภาษี 2559 ให้ยืนตามการประเมิน โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดินในส่วนพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ พื้นที่ให้เช่าขนาดเล็กและพื้นที่ศูนย์อาหารจึงมาฟ้องเป็นคดีนี้ ก่อนฟ้องคดีนี้ โจทก์ชำระค่า ภาษี โรงเรือนและที่ดินตามการประเมินทั้งสองฉบับแก่จำเลยแล้ว การประเมินค่ารายปีและค่า ภาษี โรงเรือนและที่ดินสำหรับพื้นที่ให้เช่าขนาดเล็ก โจทก์มิได้โต้แย้งในคำร้องขอให้พิจารณาการประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดิน ปี ภาษี 2559 จึงถือว่าโจทก์พอใจการประเมิน ส่วนการประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดินพื้นที่ศูนย์อาหารของโจทก์ชอบแล้ว โจทก์ไม่อุทธรณ์ ข้อเท็จจริงในส่วนพื้นที่ให้เช่าขนาดเล็กและศูนย์อาหารจึงฟังยุติตามคำพิพากษาศาล ภาษี อากรกลาง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดินสำหรับปี ภาษี 2558 (เพิ่มเติม) เป็นฟ้องซ้อนกับคดีก่อนหรือไม่ เห็นว่า คดีเดิมโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยเพิกถอนการประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดิน ปี ภาษี 2558 ส่วนคดีนี้ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดิน ปี ภาษี 2558 (เพิ่มเติม) ซึ่งได้ความจากนางรณิดา พยานจำเลยซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดิน ปี ภาษี 2558 (เพิ่มเติม) ตามบันทึกถ้อยคำพยานที่บันทึกไว้ล่วงหน้าว่า สาเหตุที่ต้องประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดิน ปี ภาษี 2558 (เพิ่มเติม) เนื่องจากจำเลยคำนวณค่ารายปีและค่า ภาษี ปี ภาษี 2558 ไม่ถูกต้องครบถ้วนสำหรับพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ พื้นที่ให้เช่าขนาดเล็ก ศูนย์อาหาร และเครื่องเล่นเด็ก จึงได้คิดคำนวณใหม่และมีหนังสือแจ้งการประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดิน ปี ภาษี 2558 (เพิ่มเติม) แก่โจทก์เพื่อเรียกเก็บ ภาษี ในส่วนที่ขาด ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าการประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดิน ปี ภาษี 2558 (เพิ่มเติม) คดีนี้เป็นการประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดินเพิ่มเติมจากการประเมินในปี ภาษี 2558 และเป็น ภาษี คนละจำนวนกับการประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดิน ปี ภาษี 2558 ประกอบกับจำเลยได้มีหนังสือแจ้งคำชี้ขาดสำหรับการประเมิน ปี ภาษี 2558 (เพิ่มเติม) แก่โจทก์เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2559 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่โจทก์ยื่นฟ้องเพิกถอนการประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดิน ปี ภาษี 2558 เป็นคดีต่อศาล ภาษี อากรกลางเป็นคดีหมายเลขคดีดำที่ ภ.2/2559 ไว้ก่อนแล้ว และต่อมาคดีดังกล่าวศาลฎีกาแผนกคดี ภาษี อากรได้มีคำพิพากษาแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3289/2563 ดังนั้น ที่จำเลยฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดิน ปี ภาษี 2558 (เพิ่มเติม) ในคดีนี้ จึงไม่เป็นการฟ้องในเรื่องเดียวกันและไม่เป็นฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล ภาษี อากรและวิธีพิจารณาคดี ภาษี อากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 และเมื่อคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3289/2563 ได้วินิจฉัยโดยคำนวณค่ารายปีและค่า ภาษี ที่โจทก์ต้องชำระตามระยะเวลาที่โจทก์เปิดดำเนินการเฉพาะที่โจทก์นำคดีมาฟ้อง 3 รายการ ได้แก่ พื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ พื้นที่ให้เช่าขนาดเล็ก และพื้นที่ลานจอดรถ ส่วนพื้นที่อื่นยุติและพิพากษาให้โจทก์ชำระค่า ภาษี รวมในปี ภาษี 2558 แล้ว เป็นเงิน 3,290,224.81 บาท และให้จำเลยคืนเงินค่า ภาษี โรงเรือนและที่ดินให้แก่โจทก์ 2,616,893.19 บาท ดังนั้น คดีนี้ จึงไม่มีเหตุให้จำเลยต้องประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดิน ปี ภาษี 2558 (เพิ่มเติม) ในส่วนพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่และพื้นที่ให้เช่าขนาดเล็กแก่โจทก์อีก ส่วนรายการอื่นโจทก์ไม่นำสืบในรายละเอียด จึงให้แก้ไขหนังสือแจ้งการประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดิน ปี ภาษี 2558 (เพิ่มเติม) ที่กจ 52002/1390 และแก้ไขคำชี้ขาด ที่กจ 52002/3273 โดยให้เรียกเก็บ ภาษี เฉพาะศูนย์อาหารและเครื่องเล่นเด็ก และให้จำเลยคืนเงินที่โจทก์ชำระเพิ่มเติมสำหรับ ภาษี โรงเรือนและที่ดิน ปี ภาษี 2558 (เพิ่มเติม) แก่โจทก์ 2,106,100.95 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า วิธีกำหนดค่ารายปีและค่า ภาษี โรงเรือนและที่ดินของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษสำหรับพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ในโรงเรือนของโจทก์สำหรับปี ภาษี 2559 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และจำเลยต้องคืนเงินค่า ภาษี โรงเรือนและที่ดินให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า มาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติ ภาษี โรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 วางหลักว่า "ค่ารายปี" หมายความว่า จำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ ค่าเช่าที่จะถือเป็นค่ารายปีนั้นต้องเป็นค่าเช่าที่สมควรจะให้เช่าได้ หากค่าเช่าที่เจ้าของทรัพย์สินตกลงไว้กับผู้เช่า มิใช่เป็นค่าเช่าที่สมควรจะให้เช่าได้หรือมิใช่เป็นค่าเช่าอันแท้จริง พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจประเมินค่ารายปีได้ โดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ ซึ่งคดีนี้ข้อเท็จจริงยุติแล้วว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยเห็นว่าหลักฐานและสัญญาเช่าที่โจทก์นำส่งไม่สมบูรณ์และโจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสีย ภาษี โรงเรือนและที่ดินแสดงพื้นที่โรงเรือนขาดไป ค่าเช่าที่โจทก์ตกลงกับผู้เช่าจึงมิใช่จำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรจะให้เช่าได้ พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยย่อมมีอำนาจประเมินค่ารายปีทรัพย์สินของโจทก์โดยเทียบเคียงกับค่ารายปีทรัพย์สินของห้างสรรพสินค้า ท. ซึ่งมีลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์คล้ายคลึงกันได้ ซึ่งโจทก์เคยฟ้องจำเลยเป็นคดีเกี่ยวกับการประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดิน ปี ภาษี 2558 และศาลฎีกาแผนกคดี ภาษี อากรมีคำพิพากษาแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3289/2563 โดยวินิจฉัยว่า วิธีการที่จำเลยใช้ค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนต่อร้านมารวมคำนวณแล้วหารด้วยจำนวนร้านเป็นวิธีการคำนวณที่ไม่คำนึงถึงพื้นที่ใช้สอยของแต่ละร้านทั้งที่มีพื้นที่ใช้สอยแตกต่างกันจึงทำให้ไม่สะท้อนถึงค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรของพื้นที่รวมของทุกร้านอย่างแท้จริง ดังจะเห็นได้จากการนำค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนตามวิธีการคำนวณของจำเลยไปใช้คำนวณกับพื้นที่ขนาดใหญ่และพื้นที่ขนาดเล็กของห้างสรรพสินค้า ท. ซึ่งเป็นทรัพย์สินเทียบเคียงกลับได้ค่ารายปีและค่า ภาษี ไม่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงที่ห้างสรรพสินค้า ท. ได้เสีย ภาษี โรงเรือนและที่ดินให้แก่จำเลย ซึ่งวิธีการคำนวณที่เหมาะสมเมื่อนำค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนไปใช้กับทรัพย์สินที่มีขนาดหรือพื้นที่เท่ากับพื้นที่ของห้างสรรพสินค้า ท. แล้ว ทรัพย์สินนั้นก็ควรจะมีค่ารายปีและค่า ภาษี ที่ใกล้เคียงหรือเท่ากับค่ารายปีและค่า ภาษี ของห้างสรรพสินค้า ท. วิธีการที่จำเลยใช้ในการคำนวณหาค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนเพื่อนำมาคำนวณหาค่ารายปีและค่า ภาษี โรงเรือนและที่ดินของโจทก์จึงไม่เหมาะสม สำหรับวิธีการคำนวณของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษนั้น เป็นการนำค่ารายปีของทุกร้านที่เช่าพื้นที่แบ่งเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่และพื้นที่ขนาดเล็กของห้างสรรพสินค้า ท. มาหารพื้นที่รวมของทุกร้านตามที่แบ่งพื้นที่เพื่อหาค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนก่อนแล้วค่อยนำไปคำนวณกับพื้นที่ของโจทก์และระยะเวลาการใช้ทรัพย์สิน ซึ่งเป็นวิธีการที่คำนึงถึงค่าเช่าและพื้นที่ของแต่ละร้านประกอบกัน จึงเป็นวิธีการคำนวณหาค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรของพื้นที่รวมของทุกร้านตามที่แบ่งพื้นที่แล้วเพราะเมื่อนำไปคำนวณกลับกับพื้นที่ของห้างสรรพสินค้า ท. แล้วจะได้ค่า ภาษี ที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงกับค่า ภาษี ของห้างสรรพสินค้า ท. วิธีการคำนวณของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจึงเป็นวิธีการที่เหมาะสมและคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้งและบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์คล้ายคลึงกันในเขตของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นนั้นแล้ว ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดี ภาษี อากรในคดีดังกล่าวจึงกำหนดค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนสำหรับพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่เท่ากับ 676.72 บาท เมื่อคดีนี้มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยเฉพาะแต่ในส่วนพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ ประกอบกับไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าในปี ภาษี 2559 มีการใช้ทรัพย์สินในส่วนพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ของโจทก์แตกต่างไปจากการใช้ทรัพย์สินของโจทก์ในปี ภาษี 2558 อย่างไร จึงให้กำหนดค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนสำหรับพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่สำหรับปี ภาษี 2559 เท่ากับ 676.72 บาท ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากำหนดค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนสำหรับพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ จำนวน 623.82 บาท มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดี ภาษี อากรไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกามีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ออกใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว ให้ยกเลิกมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความใหม่แทน โดยกำหนดให้หนี้เงินนั้นให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปีซึ่งปัจจุบันอัตราร้อยละห้าต่อปี และมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวกำหนดให้บทบัญญัติตามมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ให้ใช้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ จึงต้องกำหนดดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดดังกล่าว และอัตราดอกเบี้ยตามมาตรา 7 อาจปรับเปลี่ยนโดยพระราชกฤษฎีกา พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดินประจำปี ภาษี 2558 (เพิ่มเติม) และใบแจ้งคำชี้ขาด ประจำปี ภาษี 2558 (เพิ่มเติม) กับให้จำเลยคืนเงินค่า ภาษี 2,106,100.95 บาท ให้แก่โจทก์ภายในสามเดือน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด และให้แก้ไขการประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดินประจำปี ภาษี 2559 และใบแจ้งคำชี้ขาด ประจำปี ภาษี 2559 โดยกำหนดค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนสำหรับพื้นที่ให้เช่าขนาดใหญ่ 676.72 บาท กับให้จำเลยคืนเงินค่า ภาษี ที่โจทก์ชำระไว้เกินให้แก่โจทก์ภายในสามเดือน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันครบกำหนดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 วรรคสอง บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3720/2564 บริษัท บ. โจทก์ เทศบาลเมืองกาญจนบุรี จำเลย ป.พ.พ. ม. 7 , ม. 224 ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง (1) พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17 พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 8