ฎีกาที่ 2959-2962/2564
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
คำฟ้องโจทก์บรรยายวันเวลาที่จำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานร่วมกัน ปลอมเอกสาร ราชการ และโจทก์บรรยายฟ้องถึงการกระทำความผิดฐานร่วมกันใช้หรืออ้างเอกสารราชการปลอมว่า ภายหลังจากทำปลอมแล้วจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้หรืออ้างเอกสารราชการปลอมต่อผู้เสียหายที่ 3 และที่ 5 การบรรยายฟ้องดังกล่าวเข้าใจได้ว่าตามวันเวลาที่โจทก์ระบุไว้ในการกระทำความผิดฐานร่วมกัน ปลอมเอกสาร ราชการ แต่เป็นเวลาหลังจากที่จำเลยทั้งสามร่วมกัน ปลอมเอกสาร ราชการแล้ว จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้หรืออ้างเอกสารราชการปลอมซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายอีกกรรมหนึ่ง ฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมจึงเป็นฟ้องที่ชัดแจ้งแล้วว่า เมื่อวันเวลาใดจำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดฐานร่วมกันใช้หรืออ้างเอกสารราชการปลอม จึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว
ย่อยาว
คดีทั้งสี่สำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์และจำเลยทั้งสามในทั้งสี่สำนวนว่า โจทก์ และจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เรียกมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ ผู้เสียหายที่ 1 และนายชาติชาย ผู้เสียหายที่ 2 ทั้งสี่สำนวนว่า ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ และเรียกองค์การบริหารส่วนตำบลขนุนผู้เสียหายที่ 3 ในสำนวนแรกว่า ผู้เสียหายที่ 3 องค์การบริหารส่วนตำบลพิงพวย ผู้เสียหายที่ 3 ในสำนวนที่สองว่า ผู้เสียหายที่ 4 อำเภอกันทรลักษ์ ผู้เสียหายที่ 3 ในสำนวนที่สามว่า ผู้เสียหายที่ 5 และองค์การบริหารส่วนตำบลโนนสำราญ ผู้เสียหายที่ 3 ในสำนวนที่สี่ว่า ผู้เสียหายที่ 6 สำนวนแรกโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 264, 265, 268 ริบของกลาง และนับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1081/2560, 1082/2560 และ 1084/2560 ของศาลชั้นต้น สำนวนที่สองโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 264, 265, 268 ริบของกลาง และนับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1079/2560, 1082/2560 และ 1084/2560 ของศาลชั้นต้น สำนวนที่สามโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 265, 268 และนับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1079/2560, 1081/2560 และ 1084/2560 ของศาลชั้นต้น สำนวนที่สี่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 265, 268 และนับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1079/2560, 1081/2560 และ 1082/2560 ของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธทั้งสี่สำนวน ระหว่างพิจารณามหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยที่ 3 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนทั้งสี่สำนวน เป็นค่าเสื่อมเสียชื่อเสียงสำนวนละ 1,000,000 บาท และค่าขาดรายได้จากการให้บริการทดสอบวัสดุสำนวนละ 1,000,000 บาท รวมสำนวนละ 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยที่ 3 กระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้เสียหายที่ 1 และนายชาติชาย ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยที่ 3 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนทั้งสี่สำนวน เป็นค่าขาดรายได้จากส่วนแบ่งค่าบริการการรับทดสอบวัสดุเฉลี่ยเดือนละ 5,000 บาท และค่าสูญเสียรายได้เดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 3 ปี รวมเป็นเงินสำนวนละ 360,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยที่ 3 กระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้เสียหายที่ 2 จำเลยที่ 3 ให้การในคดีส่วนแพ่งทั้งสี่สำนวนขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก (ที่ถูก มาตรา 264 วรรคแรก (เดิม)) และมาตรา 265 (ที่ถูก มาตรา 265 (เดิม)) ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก และมาตรา 265 (ที่ถูก ประกอบมาตรา 244 วรรคแรก (เดิม) และมาตรา 265 (เดิม)) การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกัน ปลอมเอกสาร และเอกสารราชการเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกัน ปลอมเอกสาร ราชการ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ส่วนการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ร่วมกัน ปลอมเอกสาร และใช้เอกสารราชการปลอม (ที่ถูก ร่วมกัน ปลอมเอกสาร และเอกสารราชการกับร่วมกันใช้เอกสารและเอกสารราชการปลอม) ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมแต่เพียงกระทงเดียว ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง และมาตรา 90 (ที่ถูก ตามมาตรา 268 วรรคสอง กระทงเดียว ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) ปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 6,000 บาท สำนวนแรก 4 กระทง สำนวนที่สอง 1 กระทง สำนวนที่สาม 8 กระทง และสำนวนที่สี่ 1 กระทง รวม 14 กระทง เป็นปรับ 84,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละกระทงละ 6 เดือน สำนวนแรก 4 กระทง สำนวนที่สอง 1 กระทง สำนวนที่สาม 8 กระทง และสำนวนที่สี่ 1 กระทง รวม 14 กระทง เป็นจำคุกคนละ 84 เดือน ทางนำสืบของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 56,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 56 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ยกคำขอให้นับโทษจำคุกจำเลยทั้งสามต่อกันทุกสำนวน (ที่ถูก ไม่ต้องยกคำขอให้นับโทษต่อ และยกฟ้องจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอม) ให้จำเลยที่ 3 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องทั้งสองคนละสำนวนละ 50,000 บาท รวม 4 สำนวน เป็นเงินคนละ 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 มิถุนายน 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องทั้งสอง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสามในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 (เดิม), 265 (เดิม) ทั้งสี่สำนวน กับยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 ทั้งสี่สำนวนเสียด้วย และยกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของผู้ร้องทั้งสองทั้งสี่สำนวน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 หุ้นส่วนผู้จัดการทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างกับองค์การบริหารส่วนตำบลขนุน ผู้เสียหายที่ 3 โครงการก่อสร้างถนน คสล. บ้านนาขนวนหมู่ที่ 12 ตำบลขนุน อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ โครงการก่อสร้างถนน คสล. บ้านขนุนตะวันออก หมู่ที่ 9 ตำบลขนุน อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ โครงการก่อสร้างถนน คสล. บ้านขนุน หมู่ที่ 1 ตำบลขนุน อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ และโครงการก่อสร้างถนน คสล. บ้านตาเครือ หมู่ที่ 4 ตำบลขนุน อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ทำสัญญากับองค์การบริหารส่วนตำบลพิงพวย ผู้เสียหายที่ 4 โครงการก่อสร้างอาคารศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (สถ.ศพด.2) หมู่ที่ 9 ตำบลพิงพวย อำเภอศรีรัตนะ จังหวัดศรีสะเกษ ทำสัญญากับอำเภอกันทรลักษ์ ผู้เสียหายที่ 5 โครงการก่อสร้างถนน คสล. บ้านโนนเรือ หมู่ที่ 6 (เส้นที่ 1) และ (เส้นที่ 2) ตำบลสวนกล้วย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ โครงการก่อสร้างถนน คสล. บ้านหนองหิน หมู่ที่ 2 ตำบลสวนกล้วย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ โครงการก่อสร้างถนน คสล. บ้านสวนกล้วย หมู่ที่ 4 ตำบลสวนกล้วย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ โครงการก่อสร้างถนน คสล. บ้านโนนสะแบง หมู่ที่ 5 ตำบลสวนกล้วย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ โครงการก่อสร้างถนน คสล. บ้านมะลิวัลย์ หมู่ที่ 9 (เส้นที่ 1) และ (เส้นที่ 2) ตำบลสวนกล้วย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ และโครงการก่อสร้างถนน คสล. บ้านสวนสวรรค์ หมู่ที่ 10 ตำบลสวนกล้วย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ และทำสัญญากับองค์การบริหารส่วนตำบลโนนสำราญ ผู้เสียหายที่ 6 โครงการก่อสร้างระบบประปาผิวดินขนาดใหญ่ บ้านตาเสก หมู่ที่ 3 ตำบลโนนสำราญ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ต่อมาจำเลยที่ 2 ให้นายกวิน ติดต่อกับมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ ผู้เสียหายที่ 1 หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 ให้นายประสงค์ ไปรับหนังสือแจ้งผลการทดสอบคอนกรีตและรายงานการทดสอบหน่วยแรงอัดแท่งคอนกรีตจากนายกวินนำมาให้จำเลยที่ 2 วันเวลาเกิดเหตุตามฟ้องมีคนร้ายปลอมสำเนาหนังสือของผู้เสียหายที่ 1 โดยลงลายมือชื่อปลอมของนายชาติชาย ผู้เสียหายที่ 2 ในหนังสือดังกล่าว พร้อมรายงานผลการทดสอบหน่วยแรงอัดแท่งคอนกรีต รายงานการทดสอบเหล็ก (Tension Test) และรายงานปฏิบัติการทดสอบงานคอนกรีต คือ การทดสอบหาความต้านทานต่อการสึกกร่อนของมวลรวม การหาความถ่วงจำเพาะและการดูดซึมของมวลรวมหยาบและการทดสอบหาหน่วยน้ำหนักและช่องว่างของมวลรวมคอนกรีต ซึ่งเป็นเอกสารและเอกสารราชการ ต่อมาจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ใช้และอ้างเอกสารและเอกสารราชการปลอมดังกล่าวต่อผู้เสียหายที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 4 มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมในคดีสำนวนแรกและสำนวนที่สามชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องโจทก์ในสำนวนแรกบรรยายว่า เมื่อประมาณเดือนเมษายน 2559 ถึงวันที่ 3 พฤษภาคม 2559 เมื่อเดือนเมษายน 2559 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2559 เมื่อเดือนเมษายน 2559 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2559 และเมื่อเดือนเมษายน 2559 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2559 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยทั้งสามร่วมกัน ปลอมเอกสาร ราชการ และคำฟ้องโจทก์ในสำนวนที่สามบรรยายว่า เมื่อเดือนเมษายน 2559 ถึงเดือนพฤษภาคม 2559 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยทั้งสามร่วมกัน ปลอมเอกสาร ราชการ รวม 8 ครั้ง โดยโจทก์บรรยายฟ้องถึงการกระทำความผิดฐานร่วมกันใช้หรืออ้างเอกสารราชการปลอมทั้งสองสำนวนทำนองเดียวกันว่า ภายหลังจากทำปลอมแล้วจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้หรืออ้างเอกสารราชการปลอมต่อผู้เสียหายที่ 3 และที่ 5 ซึ่งการบรรยายฟ้องดังกล่าวเข้าใจได้ว่าตามวันเวลาที่โจทก์ระบุไว้ในการกระทำความผิดฐานร่วมกัน ปลอมเอกสาร ราชการ แต่เป็นเวลาหลังจากที่จำเลยทั้งสามร่วมกัน ปลอมเอกสาร ราชการแล้ว จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้หรืออ้างเอกสารราชการปลอมต่อผู้เสียหายที่ 3 และที่ 5 ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายอีกกรรมหนึ่ง ฟ้องของโจทก์ทั้งสองสำนวนในความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมจึงเป็นฟ้องที่ชัดแจ้งแล้วว่า เมื่อวันเวลาใด จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดฐานร่วมกันใช้หรืออ้างเอกสารราชการปลอม มิใช่ไม่ได้บรรยายฟ้องถึงรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาซึ่งเกิดการกระทำผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย ฟ้องโจทก์สำนวนแรกและสำนวนที่สามในความผิดฐานร่วมกันใช้หรืออ้างเอกสารราชการปลอมจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ในสำนวนแรกและสำนวนที่สามในความผิดฐานร่วมกันใช้หรืออ้างเอกสารราชการปลอมไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารและเอกสารราชการปลอมในสำนวนแรกและสำนวนที่สาม และคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 พร้อมกับฎีกาของโจทก์ในความผิดฐานดังกล่าว โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาอีก มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันกระทำความผิดฐานร่วมกัน ปลอมเอกสาร และเอกสารราชการกับฐานร่วมกันใช้เอกสารและเอกสารราชการปลอมตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ และจำเลยที่ 3 ร่วมกันกระทำความผิดฐานร่วมกัน ปลอมเอกสาร และเอกสารราชการตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกัน ปลอมเอกสาร และเอกสารราชการก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งไม่มีหน้าที่ในการจัดส่งหนังสือขอความอนุเคราะห์ไปยังผู้เสียหายที่ 1 และรับหนังสือรายงานผลการทดสอบจากผู้เสียหายที่ 1 กลับขอรับหนังสือที่ผู้เสียหายที่ 3 ถึงที่ 6 ขอความอนุเคราะห์ให้ผู้เสียหายที่ 1 ทดสอบกำลังอัดประลัยคอนกรีต ทดสอบเหล็ก ทดสอบหินและทราย ในโครงการก่อสร้างที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างกับผู้เสียหายที่ 3 ถึงที่ 6 ไปส่งให้ผู้เสียหายที่ 1 เอง แต่ไม่ได้นำหนังสือดังกล่าวไปส่งให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 โดยตรง โดยนำไปมอบให้นายกวินฝากให้จำเลยที่ 3 นำไปส่งให้ผู้เสียหายที่ 1 และให้จำเลยที่ 3 นำหนังสือรายงานผลการทดสอบของผู้เสียหายที่ 1 มาให้นายกวินเพื่อส่งมอบให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ส่อเป็นพิรุธ เมื่อประมวลพฤติการณ์จากพยานพฤติเหตุแวดล้อมกรณีดังวินิจฉัยข้างต้น ประกอบกับจำเลยที่ 2 เบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่า ผลการตรวจสอบวัสดุก่อสร้างจะมีผลต่อการจ่ายเงินของหน่วยราชการที่จำเลยที่ 1 รับจ้าง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับผลการทดสอบกำลังอัดประลัยคอนกรีต ทดสอบเหล็ก ทดสอบหินและทรายในโครงการก่อสร้างที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างกับผู้เสียหายที่ 3 ถึงที่ 6 คดีมีเหตุผลให้ฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกัน ปลอมเอกสาร และเอกสารราชการจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมีความผิดฐานร่วมกัน ปลอมเอกสาร และเอกสารราชการ เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกัน ปลอมเอกสาร และเอกสารราชการแล้ว การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำเอกสารและเอกสารราชการปลอมดังกล่าวไปใช้และอ้างแสดงต่อผู้เสียหายที่ 3 ถึงที่ 6 จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 รู้ว่าเอกสารและเอกสารราชการนั้นเป็นเอกสารและเอกสารราชการปลอม จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมีความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารและเอกสารราชการปลอม ส่วนจำเลยที่ 3 นั้น เห็นว่า โจทก์มีพยานมานำสืบรับฟังข้อเท็จจริงได้เพียงว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้นำเอกสารที่บรรจุในซองสีน้ำตาลปิดผนึกจากนายกวินไปส่งให้ผู้เสียหายที่ 1 และนำเอกสารที่บรรจุในซองสีน้ำตาลปิดผนึกมาส่งให้นายกวินเท่านั้น แม้โจทก์มีผู้เสียหายที่ 2 เบิกความว่า เมื่อประมาณปลายเดือนมิถุนายน 2559 จำเลยที่ 3 มาพบผู้เสียหายที่ 2 ที่ห้องทำงาน จากนั้นจำเลยที่ 3 พูดขอโทษผู้เสียหายที่ 2 เรื่องที่จำเลยที่ 3 ออกหนังสือรับรองชิ้นงานและนายกาจบัณฑิต เลขานุการอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ เบิกความว่า จำเลยที่ 3 มาพบนายประกาศิต อธิการบดี ระหว่างที่นายประกาศิตและจำเลยที่ 3 พูดคุยกัน พยานอยู่ในห้องครัวเพื่อเตรียมน้ำดื่มให้จำเลยที่ 3 จึงได้ยินการสนทนาของจำเลยที่ 3 ที่แจ้งให้นายประกาศิตทราบว่า วันนี้มาเพื่อขอโทษนายประกาศิตเกี่ยวกับเรื่องการใช้เอกสารของมหาวิทยาลัย กับให้การชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การว่า ระหว่างพยานเดินเข้าออกห้องรับรองและนั่งอยู่ในห้องติดกัน พยานได้ยินจำเลยที่ 3 พูดกับอธิการบดีพอสรุปใจความได้ว่า สนทนากันเรื่อง ปลอมเอกสาร ราชการของมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ จำเลยที่ 3 บอกว่าได้ไปขอโทษผู้เสียหายที่ 2 แล้ว และได้ปรึกษาผู้หลักผู้ใหญ่แล้วให้จำเลยที่ 3 มาขอโทษอธิการบดีด้วยตนเองก็ตาม แต่เมื่อคำพูดของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวไม่มีรายละเอียดในการกระทำความผิดจึงไม่มีน้ำหนักรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ปลอมเอกสาร และเอกสารราชการตามฟ้อง เมื่อโจทก์ไม่มีประจักษ์พยานหรือพยานพฤติเหตุแวดล้อมมานำสืบให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 มีการกระทำอย่างไรที่เป็นการร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ปลอมเอกสาร และเอกสารราชการตามฟ้อง ประกอบกับจำเลยที่ 3 ไม่มีส่วนได้เสียหรือได้รับผลประโยชน์จากการ ปลอมเอกสาร และเอกสารราชการดังกล่าว พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบสำหรับจำเลยที่ 3 จึงมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานร่วมกัน ปลอมเอกสาร และเอกสารราชการตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 3 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอมและฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมในสำนวนแรกและสำนวนที่สามนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดฐานดังกล่าวฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสามในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 (เดิม), 265 (เดิม) ทั้งสี่สำนวน กับยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 สำนวนที่สองและสำนวนที่สี่นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2959 - 2962/2564 พนักงานอัยการจังหวัดกันทรลักษ์ โจทก์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ กับพวก ผู้ร้อง ห้างหุ้นส่วนจำกัด ธ. กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. ม. 158 (5)