ฎีกาที่ 8818/2563
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ที่โจทก์ขอดอกเบี้ยจากราคาใช้แทนในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การที่ศาลวินิจฉัยให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถขุดที่ เช่าซื้อ คืน หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนนั้น เป็นกรณีที่หากจำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบรถขุดดังกล่าวคืนแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เพื่อราคาวัตถุอันไม่อาจส่งมอบได้เพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันเกิดขึ้นระหว่างผิดนัด โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในเงินจำนวนดังกล่าวได้ตั้งแต่เวลาอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกะประมาณราคานั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 225 แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า เวลาอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกะประมาณราคาอันหมายถึงเวลาที่ไม่สามารถส่งมอบรถขุดที่ เช่าซื้อ เกิดขึ้นเมื่อใด จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดเสียดอกเบี้ยในราคาใช้แทนนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาอันเป็นวันที่ศาลกำหนดราคาใช้แทนให้ และราคาใช้แทนนี้เป็นหนี้เงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดร้อยละเจ็ดกึ่งต่อปี โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของราคาใช้แทน 400,000 บาท นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ส่งมอบรถขุดตีนตะขาบที่ เช่าซื้อ คืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากส่งมอบคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 1,097,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถคืนหรือใช้ราคาเสร็จแก่โจทก์ ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 593,167.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และค่าขาดประโยชน์เดือนละ 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถคืนหรือใช้ราคาเสร็จแก่โจทก์ และร่วมกันชำระค่าเสียหายอีกเป็นเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งให้โจทก์ชำระเงิน 157,191.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 และให้โจทก์จดทะเบียนโอนรถที่ให้ เช่าซื้อ ให้แก่จำเลยที่ 1 มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนรถขุดตีนตะขาบ ยี่ห้อแคทเทอร์พิลลาร์ รุ่น 320ดี ที่ให้ เช่าซื้อ ให้แก่จำเลยที่ 1 มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา คำขออื่นตามฟ้องแย้งนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งฟ้องเดิมและฟ้องแย้งให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 1 ทำสัญญา เช่าซื้อ รถขุดตีนตะขาบ ยี่ห้อแคทเทอร์พิลลาร์ รุ่น 320ดี จำนวน 1 คัน ไปจากโจทก์ ในราคา 4,705,405.61 บาท ชำระเงินดาวน์ 700,000 บาท ซึ่งรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม คงเหลือค่า เช่าซื้อ จำนวน 4,051,200 บาท ตกลงชำระค่า เช่าซื้อ 48 งวด งวดละ 84,400 บาท ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 12 มิถุนายน 2555 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 12 ของทุกเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ หากผิดนัดชำระงวดหนึ่งงวดใด โจทก์บอกเลิกสัญญาได้ทันที โดยมีจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามสัญญา เช่าซื้อ และสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 1 ชำระค่า เช่าซื้อ ให้แก่โจทก์รวม 35 งวด โจทก์มีหนังสือทวงถามและบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยทั้งสี่ หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ชำระเงินให้แก่โจทก์อีก 3 ครั้ง รวมเป็นเงิน 993,388 บาท และยังคงครอบครองใช้รถขุดที่ เช่าซื้อ ตลอดมา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า การบอกกล่าวเลิกสัญญาโดยที่โจทก์กำหนดระยะเวลาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่า เช่าซื้อ ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือบอกกล่าวนั้น เป็นการบอกกล่าวภายในกำหนดเวลาพอสมควรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด ประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้าง ทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 เช่าซื้อ เป็นรถขุดตีนตะขาบที่จำเลยที่ 1 ใช้ในการประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้าง เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่า เช่าซื้อ รถขุดตามสัญญา การที่โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสี่ชำระเงินค่า เช่าซื้อ รถขุดที่ค้างชำระทั้งหมดดังกล่าวภายในกำหนดระยะเวลา 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือบอกกล่าว และให้ถือหนังสือฉบับนี้เป็นการแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญา เช่าซื้อ ก็เป็นการเพียงพอแล้ว ถือได้ว่าการบอกเลิกสัญญา เช่าซื้อ ของโจทก์ที่ให้ระยะเวลาชำระหนี้แก่จำเลยทั้งสี่ดังกล่าวเป็นการพอสมควรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 ซึ่งบัญญัติว่า "ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งไม่ชำระหนี้ อีกฝ่ายหนึ่งจะกำหนดระยะเวลาพอสมควรแล้วบอกกล่าวให้ฝ่ายนั้นชำระหนี้ภายในระยะเวลานั้นก็ได้ ถ้าและฝ่ายนั้นไม่ชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนดให้ไซร้ อีกฝ่ายหนึ่งจะเลิกสัญญาเสียก็ได้" เมื่อจำเลยทั้งสี่มิได้ชำระค่า เช่าซื้อ ทั้งหมดภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว กรณีจึงเป็นการเลิกสัญญา เช่าซื้อ โดยชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยทั้งสี่จะต้องร่วมกันคืนรถขุดที่ เช่าซื้อ และชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด ซึ่งปัญหานี้ศาลล่างทั้งสองยังมิได้วินิจฉัยเนื่องจากศาลล่างทั้งสองเห็นว่า สัญญา เช่าซื้อ ยังไม่เลิกกัน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง แต่เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่า กรณีเป็นการเลิกสัญญา เช่าซื้อ โดยชอบแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องและคู่ความสืบพยานมาจนเสร็จสิ้น ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยอีก เมื่อกรณีฟังได้แล้วว่าเป็นการเลิกสัญญา เช่าซื้อ โดยชอบบรรดาเงินค่างวดค่า เช่าซื้อ ที่จำเลยที่ 1 ชำระมาแล้ว โจทก์ในฐานะผู้ให้ เช่าซื้อ ย่อมมีสิทธิริบเสียทั้งสิ้น และจำเลยที่ 1 ผู้ เช่าซื้อ มีหน้าที่ต้องส่งมอบรถขุดที่ เช่าซื้อ คืนให้แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ก็ต้องชดใช้ราคา แต่ที่โจทก์ขอให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 1,097,200 บาท นั้น เห็นว่า ราคาค่า เช่าซื้อ เป็นราคารถที่แท้จริงรวมกับค่าเช่าตลอดระยะเวลาที่โจทก์ตกลงให้จำเลยที่ 1 แบ่งชำระค่า เช่าซื้อ ลำพังราคารถขุดที่ เช่าซื้อ อย่างเดียวย่อมน้อยกว่านั้น ทั้งรถขุดที่ เช่าซื้อ เป็นรถที่ใช้งานมานานกว่า 7 ปีแล้ว โดยสภาพย่อมเสื่อมราคาลงไปแม้ด้วยการใช้งานตามปกติ หากกำหนดราคารถใช้แทนให้โจทก์เท่ากับจำนวนค่า เช่าซื้อ ที่ค้างชำระ ย่อมมีผลเท่ากับโจทก์ได้รับค่า เช่าซื้อ เต็มตามสัญญา โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในรถขุดที่ เช่าซื้อ เนื่องจากสัญญา เช่าซื้อ เลิกกันแล้ว เมื่อคำนึงถึงราคารถที่แท้จริงขณะโจทก์นำออกให้จำเลยที่ 1 เช่าซื้อ ค่าเสื่อมราคารถ ประกอบราคารถที่จำเลยที่ 1 ชำระแก่โจทก์ไปแล้ว จำนวนราคาใช้แทนที่โจทก์ขอมานั้นเป็นราคาที่สูงเกินส่วน เห็นสมควรกำหนดให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 400,000 บาท ส่วนที่โจทก์ขอดอกเบี้ยจากราคาใช้แทนในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การที่ศาลวินิจฉัยให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถขุดที่ เช่าซื้อ คืน หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนนั้น เป็นกรณีที่หากจำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบรถขุดดังกล่าวคืนแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เพื่อราคาวัตถุอันไม่อาจส่งมอบได้เพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันเกิดขึ้นระหว่างผิดนัด โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในเงินจำนวนดังกล่าวได้ตั้งแต่เวลาอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกะประมาณราคานั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 225 แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า เวลาอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกะประมาณราคาอันหมายถึงเวลาที่ไม่สามารถส่งมอบรถขุดที่ เช่าซื้อ เกิดขึ้นเมื่อใด จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดเสียดอกเบี้ยในราคาใช้แทนนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาอันเป็นวันที่ศาลกำหนดราคาใช้แทนให้ และราคาใช้แทนนี้เป็นหนี้เงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดร้อยละเจ็ดกึ่งต่อปี โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของราคาใช้แทน 400,000 บาท นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สำหรับค่า เช่าซื้อ ที่ค้างก่อนสัญญา เช่าซื้อ เลิกกันและค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์ทดรองจ่ายไปก่อนสัญญา เช่าซื้อ เลิกกันจำนวน 47,264 บาท ที่โจทก์อ้างว่าได้นำไปหักกับเงินที่จำเลยที่ 1 นำมาชำระภายหลังที่โจทก์บอกเลิกสัญญาแล้วนั้น เห็นว่า เมื่อสัญญา เช่าซื้อ เลิกกัน คู่กรณีแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ดังนั้น โจทก์ผู้ให้ เช่าซื้อ จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระค่า เช่าซื้อ ที่ค้างก่อนสัญญา เช่าซื้อ เลิกกันได้ คงเรียกได้แต่ค่าที่จำเลยที่ 1 ได้ใช้ทรัพย์ที่ เช่าซื้อ โดยไม่ชำระค่า เช่าซื้อ เท่านั้นซึ่งไม่ก่อให้เกิดความรับผิดชำระค่าภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับงวดค่า เช่าซื้อ งวดที่ 36 เป็นต้นมา แม้โจทก์จะได้ออกเงินทดรองชำระค่าภาษีมูลค่าเพิ่มแทนจำเลยที่ 1 ไปก่อน โจทก์ก็ไม่มีสิทธิเรียกเอาจากจำเลยที่ 1 ได้ แต่จำเลยที่ 1 ยังจะต้องชดใช้เงินเป็นค่าเสียหายแก่โจทก์ในการใช้รถขุดที่ เช่าซื้อ ในระหว่างที่ตนยังไม่ส่งมอบรถขุดที่ เช่าซื้อ คืน และในกรณีที่จำเลยที่ 1 ยังคงครอบครองใช้ประโยชน์ในรถขุดที่ เช่าซื้อ อยู่หลังสัญญาเลิกกัน จำเลยที่ 1 ย่อมต้องรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ผู้ให้ เช่าซื้อ ตลอดเวลาจนกว่าจำเลยที่ 1 จะส่งมอบรถขุดที่ เช่าซื้อ คืนโจทก์หรือชดใช้ราคาแก่โจทก์ด้วย แต่ที่โจทก์เรียกร้องค่าขาดประโยชน์เดือนละ 50,000 บาท คิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 700,000 บาท เห็นว่าสูงเกินส่วนเห็นสมควรกำหนดค่าขาดประโยชน์ให้เดือนละ 30,000 บาท คิดถึงวันฟ้องเป็นเวลา 14 เดือน รวมเป็นเงิน 420,000 บาท และค่าเสียหายอีกเดือนละ 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถขุดที่ เช่าซื้อ คืนโจทก์หรือใช้ราคาเสร็จ แต่ไม่เกิน 12 เดือน ส่วนค่าติดตามทวงถามและบอกเลิกสัญญาตามสัญญา เช่าซื้อ ข้อ 18 เป็นเงิน 50,000 บาท นั้น เห็นว่า คงมีเพียงคำเบิกความลอย ๆ ของนายเทวฤทธิ์ ทนายโจทก์และผู้รับมอบอำนาจช่วงจากโจทก์ว่าเป็นเงิน 50,000 บาท โดยมิได้นำสืบข้อเท็จจริงให้ปรากฏ แต่เชื่อว่ามีค่าใช้จ่ายส่วนนี้อยู่จริงจึงเห็นสมควรกำหนดให้เป็นเงิน 20,000 บาท เมื่อรวมกับค่าขาดประโยชน์ 420,000 บาท แล้วเป็นต้นเงิน 440,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวตามที่โจทก์ขอมา จำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย ในส่วนของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ยอมรับผิดอย่างเป็นลูกหนี้ร่วม เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2558 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ชำระหนี้และบอกเลิกสัญญาเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2558 จึงพ้นกำหนด 60 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทนที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลา 60 วัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า ในกรณีที่เจ้าหนี้มิได้มีหนังสือบอกกล่าวภายในกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นบรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง สำหรับหนี้การส่งมอบรถขุดที่ เช่าซื้อ และหากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนถือเป็นหนี้ประธาน แม้โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวแก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 เกิน 60 วัน นับแต่วันผิดนัด จำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันย่อมไม่หลุดพ้น ส่วนหนี้ค่าขาดประโยชน์และค่าติดตามทวงถามถือเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้ จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงหลุดพ้นจากความรับผิดเฉพาะที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลา 60 วัน ดังนั้น จำเลยที่ 3 และที่ 4 ต้องร่วมรับผิดเฉพาะค่าขาดประโยชน์อันเป็นค่าเสียหายนับแต่วันผิดนัดแต่ไม่เกิน 60 วัน เป็นเงิน 60,000 บาท โดยไม่ต้องรับผิดดอกเบี้ยในราคาใช้แทนและค่าขาดประโยชน์ที่โจทก์ขอมาตามฟ้อง อนึ่ง สำหรับที่จำเลยทั้งสี่ฟ้องแย้งให้โจทก์จดทะเบียนโอนรถขุดที่ เช่าซื้อ และคืนเงินที่อ้างว่าชำระเกินจำนวน 157,191.10 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยทั้งสี่เป็นฝ่ายผิดสัญญา และสัญญา เช่าซื้อ เลิกกันแล้วจำเลยทั้งสี่จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้โจทก์จดทะเบียนโอนรถขุดที่ เช่าซื้อ ให้แก่จำเลยที่ 1 ตามฟ้องแย้งได้ ส่วนที่จำเลยที่ 1 ชำระเงินให้แก่โจทก์อีก 3 ครั้ง รวมเป็นเงิน 993,388 บาท ซึ่งจำเลยทั้งสี่ให้การและฟ้องแย้งว่าจำเลยที่ 1 ชำระเงินค่า เช่าซื้อ ให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้วและชำระเกินไปจากสัญญา เช่าซื้อ อีกจำนวน 157,191.10 บาท อันเป็นกรณีหลังจากสัญญา เช่าซื้อ เลิกกันแล้ว จึงเห็นสมควรนำเงินจำนวน 993,388 บาท ที่จำเลยที่ 1 ชำระแก่โจทก์ไว้มาหักทอนกับหนี้ค่าเสียหายซึ่งเป็นค่าขาดประโยชน์และค่าติดตามทวงถามจำนวน 440,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับค่าขาดประโยชน์นับถัดจากวันฟ้องที่ศาลกำหนดให้ไม่เกิน 12 เดือน จำนวน 360,000 บาท หากมีเงินเหลือก็ให้โจทก์คืนให้แก่จำเลยที่ 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันส่งมอบรถขุดตีนตะขาบที่ เช่าซื้อ คืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากส่งมอบคืนให้ไม่ได้ ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 400,000 บาท เฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้รับผิดพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์และค่าติดตามทวงถามรวมเป็นเงิน 440,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ดังกล่าวอีกเดือนละ 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถขุดที่ เช่าซื้อ คืนโจทก์หรือใช้ราคาเสร็จแก่โจทก์ แต่ค่าเสียหายดังกล่าวต้องไม่เกิน 12 เดือน โดยให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 รับผิดเฉพาะค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 60,000 บาท และให้นำเงินจำนวน 993,388 บาท ที่จำเลยที่ 1 ชำระแก่โจทก์ไว้มาหักทอนกับหนี้ค่าเสียหายซึ่งเป็นค่าขาดประโยชน์และค่าติดตามทวงถามจำนวน 440,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับค่าขาดประโยชน์นับถัดจากวันฟ้องจำนวน 360,000 บาท ซึ่งจำเลยทั้งสี่จะต้องรับผิดต่อโจทก์ดังกล่าว หากมีเงินเหลือบังคับตามฟ้องแย้งให้โจทก์คืนให้แก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลในส่วนฟ้องเดิมและในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8818/2563 บริษัท ค. โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ว. กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 224 วรรคหนึ่ง , ม. 225